“น้ำมันปาล์มขวด” ปรับขึ้นจริง พาณิชย์ชี้อยู่กรอบ 46–48 บาท

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ย้ำผู้ประกอบการขยับราคา “น้ำมันปาล์มขวด” ได้ ตามกรอบเดิม 46–48 บาทต่อขวด หลังต้นทุน CPO ปรับสูงขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 เม.ย.69) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงราคาน้ำมันปาล์มขวดว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการหลายรายยื่นขอปรับราคา เนื่องจากต้นทุน Crude Palm Oil (CPO) ใหม่เริ่มสูงขึ้นจากเดิม แต่การพิจารณายังคงยึดกรอบราคาเดิมที่ผู้ประกอบการเคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ หากการปรับยังอยู่ในกรอบเดิมและมีเอกสารต้นทุนชัดเจน ก็สามารถพิจารณาได้เป็นรายกรณี

อธิบดีกรมการค้าภายใน ยกตัวอย่างว่า หากผู้ประกอบการเคยแจ้งกรอบราคาไว้ที่ 48 บาทต่อขวด แต่จำหน่ายจริง 45–46 บาทต่อขวด เมื่อมีต้นทุนเพิ่มและต้องการปรับกลับไปที่ 47–48 บาทต่อขวด ภาครัฐจะพิจารณาได้ หากยังไม่เกินกรอบเดิม แต่หากขอปรับเกินกรอบยังไม่ได้รับอนุมัติ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ได้มีผู้ประกอบการยื่นขอปรับราคาสินค้า 4 ราย โดยต้องหารือร่วมกันก่อน หากมีความจำเป็น อาจพิจารณาปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนและป้องกันภาวะสินค้าขาดตลาด ทั้งนี้ การพิจารณาจะอิงต้นทุนและปริมาณสต็อกเดิมและสต็อกใหม่ประกอบกัน

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคาผลปาล์มน้ำมันในประเทศปรับลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6.60–7.20 บาทต่อกิโลกรัม โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกที่ปรับลดลงจากระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เหลือราว 36 บาทต่อกิโลกรัม

ข้อมูลของกรมการค้าภายใน ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ระบุว่า ภาวะการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการอุปโภคบริโภคในประเทศยังทรงตัว ขณะที่การใช้ในภาคพลังงานเพิ่มขึ้น จากเดิมช่วงใช้ B5 ประมาณ 70,000 ตันต่อเดือน ปัจจุบันเมื่อมีการใช้ B7 (ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา) และ B20 เป็นน้ำมันดีเซลหลักและทางเลือกในประเทศ จากปัจจัยวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลให้การใช้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 110,000 ตันต่อเดือน

ทั้งนี้ การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อ ดูดซับผลผลิตน้ำมันปาล์มในประเทศและรักษาสมดุลราคาในระบบ ขณะที่การส่งออกในเดือนเมษายนปีนี้ มีการอนุญาตส่งออกทุกรายรวมกว่า 90,000 ตัน

นอกจากนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้กำหนดให้การส่งออกน้ำมันปาล์มต้องขออนุญาตล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามตัวเลขการส่งออกและนำมาบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศและการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Back to top button