SCB กับมลพิษหนี้เน่า

มายาของกำไรพิเศษ ไม่สามารถช่วยอะไรกับการเทขายแบบกระหน่ำของหุ้นอย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB วานนี้ เพราะผลกำไรพิเศษที่น่าจะสวยงามจากการขายบริษัทประกันชีวิตในเครือ ช่วยได้แค่ประคองกำไรให้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

พลวัตปี 2020 : วิษณุ โชลิตกุล

มายาของกำไรพิเศษ ไม่สามารถช่วยอะไรกับการเทขายแบบกระหน่ำของหุ้นอย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB วานนี้ เพราะผลกำไรพิเศษที่น่าจะสวยงามจากการขายบริษัทประกันชีวิตในเครือ ช่วยได้แค่ประคองกำไรให้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ความไม่แน่นอน ตามมาด้วยความไม่เชื่อมั่นเสมอ คำชี้แนะของโบรกฯ ต่างชาติที่ตั้งราคาเป้าหมายใหม่เหลือแค่ต่ำกว่า 110 บาทต่อหุ้น สะท้อนอารมณ์ คุณตลาด ได้ดี

งบไตรมาสสามที่ผ่านมา SCB รายงานกำไรสุทธิเติบโตมากมายจากปีก่อนเพราะกำไรพิเศษ โดยมีกำไรเพิ่ม 40.8% จากงวดปีก่อน รับกำไรพิเศษจากการขายหุ้น SCBLIFE 1.1 หมื่นล้านบาทที่บุ๊กไปแล้วในไตรมาสดังกล่าว แม้ตั้งสำรองฯ สูง 1.5 หมื่นล้าน และ NPL พุ่ง ผลลัพธ์คือ ราคาหุ้นต่ำกว่าบุ๊กแวลู แม้จะมีปันผลพิเศษมาเสริมส่ง

สำหรับผลประกอบการตลอดทั้งปี SCB ระบุว่า มีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ อยู่ที่จำนวน 95,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจากการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้น SCBLIFE ขณะที่มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเติบโต 3% จากปีก่อนเป็นจำนวน 99,402 ล้านบาท แม้ว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปี 2562 อยู่ในขาลงและยอดสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 59% จากปีก่อน หากไม่รวมกำไรพิเศษ เติบโตแค่ 2% จากปีก่อน โดยรายได้ประเภท recurring ปรับตัวดีขึ้น แม้ในไตรมาสที่ 4 ธนาคารมีการรับรู้รายได้ใหม่จากความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรด้านประกันชีวิต

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนเป็นจำนวน 70,538 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายครั้งเดียวในการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานตามกฎหมายแรงงานใหม่ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับโครงการ Transformation

ประเด็นโดดเด่นคือ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.41% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3% ในครึ่งแรกของปี การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพสะท้อนถึงความท้าทายของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอันเกิดจากความผันผวนของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และการที่ธนาคารใช้นโยบายระมัดระวังในการจัดชั้นลูกหนี้

หากเชื่อตามการคำนวณของบางสำนักว่า SCB มีต้นทุนหุ้น SCBLIFE ตามงบการเงินล่าสุดอยู่ที่ 1.25 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 190 บาทต่อหุ้น SCBLIFE และหากอ้างอิงว่ามีการขาย SCBLIFE ที่มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นที่ 551 บาทต่อหุ้น SCB น่าจะมีกำไรพิเศษจากการขาย หรือส่วนต่างจากราคาขายกับราคาทุนอยู่ที่ 360 บาทต่อหุ้น หรือราว 2.37 หมื่นล้านบาท หรือ 7 บาทต่อหุ้น

คำถามคือกำไรพิเศษ 1.1 หมื่นล้านบาท (หรือ 2.37 หมื่นล้านบาท) เทียบกับการตั้งสำรองเผื่อหนี้จะสูญที่พุ่งพรวดจากปีก่อน 50% จากระดับ 2.4 หมื่นล้านบาทเป็น 3.62 หมื่นล้านบาท ทำไมจึงช่วยได้นิดเดียว

คำตอบง่าย ๆ คือ หากไม่มีกำไรพิเศษแล้ว SCB จะมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง ซึ่งน่าจะสะท้อนความสามารถในการดำเนินงานที่ย่ำแย่ลง แม้ว่าบางรายอาจจะมีวิศวกรรมการเงิน (เช่นปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มทุน หรือเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือควบรวมกิจการ) ที่ช่วยให้ธนาคารสามารถปรับลดการตั้งสำรองฯ ลงได้ในอนาคตบ้างซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

การใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังข้างต้น บอกนัยโดยตรงและอ้อมว่า มีลูกค้าที่ถูกลดชั้นสินเชื่อลงเพราะปัญหาคุณภาพในการชำระหนี้ด้อยลง จนไม่สามารถปิดบังได้เหมือนก่อนหน้า

ราคาหุ้น SCB ที่ต่ำกว่าบุ๊กแวลู (ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 117 บาทต่อหุ้น) ค่อนข้างเยอะหลังจากวันจันทร์เป็นต้นมา อาจจะช่วยให้ตลาดซึมซับข่าวร้ายเร็วขึ้น แต่การจ่ายปันผลค่อนข้างต่ำ อาจจะทำให้ความน่าสนใจลดลงไปเยอะพอควร เพราะความกังวลว่า

ราคาที่ต่ำแล้ว อาจยังต่ำไม่พอ

ความกังวลมีเหตุผลรองรับ เพราะไม่มีความชัดเจนว่า 1) ในระยะต่อไป จะมีการตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นหรือไม่ 2) กำไรจากการดำเนินงานจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในเวลาอันสั้นได้หรือไม่

ในมุมมองเชิงบวก การตั้งสำรองฯ มาก และการปรับตัวที่รุนแรงจากการลดต้นทุนพนักงานที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายโป่งพองกว่าปกติของ SCB ในปีที่ผ่านมา จะถือได้ว่าเป็น ก้นเหว ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย ดังนั้นปีนี้น่าจะเป็นปีที่ผลการดำเนินงานน่าจะ เทิร์นอะราวด์ ได้ …แต่นั่นก็ต้องดูต่อไปว่าจะจริงเท็จแค่ไหน

เอาเป็นว่ามรสุมจาก มลพิษหนี้เน่า ลูกใหญ่ได้ผ่านไปแล้ว แต่ยังไม่จบลงง่าย ๆ และเมื่อเทียบกับธนาคารใหญ่อื่นที่ ตามคาด หรือ ดีกว่าคาด แล้วทำให้ความน่าสนใจของราคาหุ้น SCB ในระยะสั้นดูขี้เหร่ไปมาก

ตอนนี้รู้กันแค่เพียงว่า กำไรพิเศษ เป็นรายการทางบัญชีที่เกิดจากเหตุการณ์พิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติของกิจการ ส่งผลให้รอบบัญชีนั้นเกิดการทำกำไรที่ไม่น้อยไปกว่าปกติ ส่งผลให้ SCB สามารถจ่ายปันผลได้ แม้จะลดลง

อย่างน้อยก็ยังช่วยปลอบประโลมใจชั่วคราว