SET สัปดาห์นี้เสี่ยงปรับฐานระยะสั้น! ลดเก็งกำไรหากหลุด 1,250 ชู KKP-TISCO หุ้นเด่น

โบรกฯคาดตลาดหุ้นไทย ‘Sideway’ ประเด็นหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจคือ การประชุม OPEC ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับลดกำลังการผลิตลงเพิ่มเติม

Weekly outlook : “Sideway” แนวต้าน 1,317/1,320 จุด แนวรับ 1,280/1,250 จุด

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สัปดาห์นี้ (5-8 พ.ค.63) คาดตลาดหุ้นไทย ‘Sideway’ โดยประเด็นหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจ คือ การประชุม OPEC+ วันที่ 10 พ.ค. นี้ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับลดกำลังการผลิตลงเพิ่มเติม หลังการลดกำลังการผลิตลง 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ไม่สามารถชดเชยกับ demand โลกที่ชะลอแรงได้

โดยรายงานจาก IEA ประเมินความต้องการใช้น้ำมันดิบในปีนี้ จะลดลง 6% จากผลกระทบของโรค Covid-19 ถือเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 70 ปี หรือนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ประกอบกับคลังน้ำมันทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ในระดับ 85% ของความจุทั้งหมด ทำให้การตัดสินใจของ OPEC+ ในครั้งนี้จะมีผลต่อเสถียรภาพของตลาดน้ำมันเป็นอย่างมาก

ส่วนความคืบหน้าของโรค Covid-19 ล่าสุด บริษัท Gilead Sciences แถลงผลการศึกษาการใช้ยา Remdesivir เบื้องต้นมีผลการรักษาเป็นไปตามเป้าหมาย โดยผู้ป่วยโรค Covid-19 จำนวนอย่างน้อย 50% ที่ได้รับยา Remdesivir เป็นเวลา 5 วัน มีอาการดีขึ้นและผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 50% สามารถออกจากโรงพยาบาลภายในเวลา 2 สัปดาห์ ถือเป็นความคืบหน้าเชิงบวก และเพิ่มความคาดหวังที่จะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้นได้ไว

โดยในปัจจุบัน สถานการณ์ทางฝั่งตะวันตกค่อยๆดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสหรัฐฯและยุโรปส่งผลให้หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Lockdown เช่นเดียวกันกับไทยที่ล่าสุดศบค.ระบุผ่อนปรน 6 กลุ่มแรก ได้แก่ ตลาด ร้านอาหาร ร้านค้าปลีกส่ง ร้านกีฬาสันทนาการร้านตัดผม และร้านตัดขนสัตว์ เริ่ม 3 พ.ค. โดยศบค.จะก าหนดมาตรการผ่อนปรนเป็นมาตรฐานกลาง และให้ผู้ว่าแต่ละจังหวัด กำหนดรายละเอียดต่อไป

ขณะที่สำหรับการผ่อนปรนในลำดับถัดไป อาจเร็วขึ้นกว่า 14 วันหากการแพร่ระบาดได้ดีต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาดำเนินต่อไปได้ เป็นจิตวิทยาบวกต่อตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ ในเดือนพ.ค.อาจจะมีปัจจัยกดดัน เนื่องจากเข้าสู่ช่วงการรายงานผลประกอบการ 1Q20 ของกลุ่ม Real Sector

โดยจาก 100 บริษัทที่มีคาดการณ์จาก Consensus คาดรายงานกำไรสุทธิรวมที่ 6.6 หมื่นลบ. -40.9%y-y -30.7%q-q ถ่วงจากกลุ่มโรงกลั่นและท่องเที่ยว ผสานความเสี่ยงที่ไทยจะถูกระบุว่าเป็น FX manipulator ในรายงานครึ่งปีของกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ที่คาดว่าน่าจะเผยแพร่ในเดือนพ.ค. ซึ่งถ้าถูกระบุจริง ไทยต้องมีการทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขปัญหาภายใน 1 ปี แต่ก็มีความเสี่ยงว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ปธน. Trumpอาจจะดำเนินการเก็บภาษีนำเข้า โดยใช้เหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติได้ ทำให้อาจจะเป็น downside เพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทยได้

ส่วนปัจจัยอื่นๆสัปดาห์นี้ ติดตามการประชุมธนาคารกลางมาเลเซีย(5พ.ค.) Nomura คาดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 50bps สู่2.0% และการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ(7พ.ค.) คาดคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.1%

กลยุทธ์การลงทุน : ตลาดหุ้น EM-Asia เสี่ยงปรับฐานระยะสั้น ในเดือนพ.ค. 2563จากจิตวิทยาลบ Sell In May ซึ่งตลาดมักปรับฐาน -2% โอกาสสูง 80% ในช่วง 10ปีหลัง และตามปกติ EM จะมี Lagtime ของเศรษฐกิจที่จะเริ่มแย่ลงตาม DM ซึ่งภาพเศรษฐกิจและ กำไรที่อ่อนแอ น่าจะเริ่มสะท้อนออกมามากขึ้น บวกกับ SET เข้าสู่ Valuation ตึงตัว+1.5SD ของ PER จึงเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน ใช้ 1250 จุด เป็นจุดหมุนออกลดการเก็งกำไร กรณีหลุดระดับดังกล่าว

หุ้นเด่นสัปดาห์นี้ : แนะนำ KKP, TISCO

ส่วนสัปดาห์ก่อน CHG, CPF ให้ผลตอบแทน -0.50% แย่กว่าดัชนีฯที่ให้ผลตอบแทน 3.41%

1) KKP (ราคาเป้าหมาย 47.80 บาท) : Upside ตลาดเริ่มจำกัด ทำให้หุ้น Cheap Valuation เริ่มฟื้นตัว

2) TISCO (ราคาเป้าหมาย 79.00 บาท) : Upside ตลาดเริ่มจำกัด ทำให้หุ้น Cheap Valuation เริ่มฟื้นตัว