“พาณิชย์” ดันผู้ประกอบการชุมชน พัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตั้งเป้าปี 64 สร้างรายได้ 5 ล้านลบ.

"กระทรวงพาณิชย์" ดันผู้ประกอบการชุมชน พัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ตั้งเป้าปี 64 สร้างมูลค่ารายได้แตะ 5 ล้านลบ.

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางสร้างความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยอย่างต่อเนื่อง

โดยคาดว่าหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บรรเทาลง ผู้คนทั่วทุกมุมโลกจะมีการดำเนินชีวิตในรูปแบบวิถีใหม่ (New Normal) โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับโมเดลธุรกิจแบบใหม่ (Digital Disruption) เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทำธุรกรรมผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งการซื้อสินค้าก็จะใช้ช่องทางอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ดังนั้น การบูรณาการความร่วมมือกับตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketplace) จะช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน

ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ให้แนวทางการขับเคลื่อนผู้ประกอบการชุมชนในการใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อทำการตลาดและกระจายสินค้า 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1. การพัฒนาผู้ประกอบการให้มีองค์ความรู้ผ่านการจัดอบรมและบ่มเพาะเชิงลึก โดยการนำจุดเด่นของสินค้าซึ่งผู้ประกอบการมีอยู่แล้ว มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเพื่อดึงดูดความสนใจ (Content Marketing) ของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ รวมถึงร่วมมือกับ Platform ชั้นนำในการช่วยส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการ โดยในปี 2563 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ตั้งเป้าหมายการพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่ช่องทางอี-คอมเมิร์ซ อย่างน้อย 10,000 ราย

2. สร้างบรรยากาศการซื้อขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ ด้วยการกระตุ้นให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์ตระหนักถึง การมีตัวตนและความน่าเชื่อถือของร้านค้า ผ่านการขอรับเครื่องหมายรับรองตัวตน DBD Registered และเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ DBD Verified จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์ก่อให้ธุรกิจเกิดความเติบโตอย่างยั่งยืน

3. การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมการค้าออนไลน์ อาทิ การจัดงาน Thailand Online Mega Sale, DBD Boost up Online, Thailand e-commerce Hackathon ฯลฯ เป็นต้น และยังเน้นส่งเสริมผู้ประกอบการในภาคเกษตรให้สามารถขายสินค้าออนไลน์ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ผ่านการจัดกิจกรรม Thai fruits golden months ซึ่งงานฯ ดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดออนไลน์ โดยทั้ง 3 แนวทางที่กล่าวมาคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้มากถึง 1,100 ล้านบาท

นอกจากนี้ หัวใจสำคัญของแนวทางการขับเคลื่อนฯ คือ การคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายและการพัฒนาให้ตรงจุดอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ จะร่วมมือกันกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานในการประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ อย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ ซึ่งจะเน้นเรื่องการเขียนเรื่องราวให้กับผู้ประกอบการ (Story Telling) รวมถึงการปรับรูปแบบการสอนให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ Smart Phone ในการเปิดร้านค้าและการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ (M-Commerce) ได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ คาดหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้อย่างไร้กังวล รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์เห็นถึงความสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยการขอรับเครื่องหมาย DBD Registered และ DBD Verified จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามากขึ้น ใช้อี-คอมเมิร์ซ เพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน เป็นช่องทางการขยายตลาดไปสู่สากลและสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างมั่นคง

    “ได้ตั้งเป้าผลักดันยอดขายผ่าน e-Commerce ให้เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ภายใน 5 ปี โดยคาดว่าปี 2564 อี-คอมเมิร์ซไทย จะมีมูลค่าแตะ 5 ล้านล้านบาท ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งค้าขายออนไลน์อาเซียน” นายวีรศักดิ์ ระบุ