TU เด้ง 2% โบรกชี้กำไร Q1 ทะลุพันล้าน เคาะเป้า 14 บาท

TU เด้ง 2% โบรกคาดกำไรไตรมาส 1 ปี 2569 แตะ 1.07 พันล้านบาท โต 5.4% จากปีก่อน พร้อมรับ Sentiment บวกจากภาษีนำเข้าสหรัฐลดลง และคาดยีลด์ปันผลปี 2569 ที่ 5.9% แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 เม.ย.69) ราคาหุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ณ เวลา 10:04 น. อยู่ที่ระดับ 11.20 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.82% ราคาสูงสุด 11.20 บาท ราคาต่ำสุด 11 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 6.67 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ TU คาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.07 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 23.6% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2569

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตมาจากประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการรับรู้ประโยชน์จากโครงการ Sonar แม้ภาพรวมธุรกิจยังอยู่ในช่วงโลว์ซีซันของการส่งออกสินค้า และได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า โดยคาดว่ายอดขายอยู่ที่ 3.10 หมื่นล้านบาท ลดลง 9.5% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดอยู่ที่ 18.2% ลดลงจากระดับ 18.8% ในไตรมาส 1/2568 และ 18.3% ในไตรมาส 4/2568 ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากสัดส่วนยอดขายสินค้ามาร์จิ้นสูงในกลุ่ม Ambient และ Pet Care ลดลง ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) คาดอยู่ที่ 13.9% ลดลงจาก 14.0% ในไตรมาสก่อน และ 15.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้อยู่ในช่วงที่บริษัทมีการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการขาย สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายและการดำเนินงาน

นอกจากนี้ TU ยังได้รับอานิสงส์จากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงจาก 19% เหลือ 10% รวมถึงได้รับประโยชน์ด้านค่าใช้จ่ายภาษีจากธุรกิจในยุโรปจำนวน 96 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนราคาปลาทูน่าที่ปรับขึ้นในเดือนมีนาคมมาอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบในไตรมาส 3/2569 เนื่องจากบริษัทยังมีสต๊อกวัตถุดิบเพียงพอต่อการใช้งานจนถึงไตรมาส 2/2569

ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมินว่า การทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุน จะช่วยจำกัดผลกระทบจากราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นให้อยู่ในระดับจำกัด

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสถัดไป คาดว่ากำไรจะขยายตัวจากไตรมาสก่อน หลังผ่านพ้นช่วงโลว์ซีซัน ส่งผลให้ยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจทยอยฟื้นตัว ขณะเดียวกันสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดว่าผ่านจุดตึงเครียดสูงสุดไปแล้ว และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีแนวโน้มได้ข้อสรุป ซึ่งอาจช่วยจำกัดแรงกดดันต่อต้นทุนให้อยู่ในกรอบจำกัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าผลประกอบการอาจยังหดตัวจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก ซึ่งส่งผลต่อต้นทุน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นยอดขายที่เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการขายสินค้าแบรนด์ที่ให้มาร์จิ้นสูง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในกรอบ 19% ใกล้เคียงกับเป้าหมายของบริษัทที่ระดับ 19-20%

บล.เอเอสแอล แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 14 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่าด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ที่ 13.7 เท่า หรือระดับ +2 S.D. เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 10.5 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 9.4 เท่า ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับส่วนลด สะท้อนความกังวลจากผลกระทบของเงินบาทแข็งค่า และผลกระทบทางอ้อมจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี ฝ่ายนักวิเคราะห์มองว่า TU ยังมีจุดเด่นจากความสามารถในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ การกระตุ้นยอดขายในสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง และความสามารถในการปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ยังได้รับ Sentiment เชิงบวกจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงเหลือ 10% โดยปี 2569 คาดว่า TU จะให้ผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5.9%

Back to top button