ก.ล.ต.เปิดแผนสร้างภูมิคุ้มกันตลาดทุน 9 ด้าน รับความท้าทาย New Normal

ก.ล.ต.เปิดแผนสร้างภูมิคุ้มกันตลาดทุน 9 ด้าน รับความท้าทาย New Normal

น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในการสัมมนา”ตลาดหุ้น จับสัญญาณ หลังโควิด”หัวข้อบรรยายพิเศษ”ผลกระทบโควิด-19 กับการสร้างภูมิคุ้มกันในตลาดทุน”ว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาส 2/63 เศรษฐกิจติดลบไปถึง 12.2% แต่เมื่อเทียบกับภูมิภาคอย่าง สิงคโปร์, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ถือว่ายังปรับตัวลงค่อนข้างน้อยกว่า

นอกจากนั้นยังกระทบต่อตลาดทุน ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวม เช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทยปรับลดลงไปถึง 18% ใกล้เคียงกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน แต่ก็ยังลดลงน้อยกว่าสิงคโปร์และฟิลิปปินส์

ขณะที่การยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ไม่ได้ลดลง โดยครึ่งปีแรกมีการยื่นเข้ามาถึง 28 บริษัท มูลค่าเสนอขาย IPO รวมเกือบ 7 หมื่นล้านบาท รวมถึงยังมีปริมาณการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 แสนราย

และ ในตลาดตราสารหนี้ ที่ผ่านมาภาคเอกชนมีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักทุนต่างชาติก็กลับมาซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยมีการซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ของไทยประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในหุ้นกู้เอกชนที่ได้รับการจัดอันดับ investment grade จากก่อนหน้านี้ที่ขายสุทธิไปค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ดีเพิ่มขึ้น

ส่วนกองทุนรวม ที่ผ่านมาก็มีกองทุนรวมที่ปิดไปบางกองที่เป็นกองทุนระยะยาว แต่ในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.63 ก็ได้มีเม็ดเงินต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมทุกประเภทมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ที่ผ่านมาทาง สำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีการออกแบบสอบถาม สำรวจความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนรายย่อย จำนวน 1,270 รายทั่วประเทศ พบว่าผู้ลงทุนยังคงเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย และวางแผนลงทุนในตลาดทุนไทยเพิ่มในช่วง 1 ปีข้างหน้า ซึ่งกลุ่มนี้เป็นผู้ลงทุนในช่วงโควิด-19 ประมาณ 50% และ 1 ใน 4 เป็นผู้ลงทุนรายใหม่ แสดงให้เห็นว่าหุ้นไทยยังได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก, พันธบัตร ตราสารหนี้เอกชน และกองทุนรวม ขณะเดียวกันก็พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนรายย่อยที่มีต่อตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนก็ปรับตัวดีขึ้นด้วย

สำหรับในอนาคตตลาดทุนไทยจะมีความท้าทายมากขึ้น จากรูปแบบธุรกิจและการให้บริการที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมองว่าจะเกิด Mega Trend 5 เรื่อง ได้แก่ ธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันจะไม่เห็นการเติบโตเหมือนในอดีต หรือบางอุตสาหกรรมเติบโตได้ แต่บางอุตสาหกรรมเติบโตได้ไม่มาก, การใช้เทคโนโลยีเป็นรายบุคคลมากขึ้น, กลุ่มบริษัท หรือองค์กร จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น, โลกปัจจุบันเป็นโลกของความผันผวน ความซับซ้อน (VUCA) และการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ เนื่องจากมีการเว้นระยะห่างทางสังคม และบางหน่วยงานให้พนักงานทำงานจากที่บ้านมากขึ้น

ขณะเดียวกันสถานการณ์ หรือ Scenarios ที่มีโอกาสเกิดขึ้นใน 1-3 ปีข้างหน้า หลังจากวิกฤติโควิด-19 มองว่าทิศทางการไหลของเงินทุนจะมีความแตกต่างไปจากเดิม, , ผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำ (lower for longer return), faster fintech distribution และ Fragile people fragile wealth

สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันของตลาดทุนไทย ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ได้มีการวางนโนบายในยุค New Normal ไว้ 9 ด้าน ประกอบด้วย

1. เดินหน้าสร้างช่องทางการระดมทุน SMEs, สตาร์ทอัพ, Smart Farmers ให้เหมาะสมกับเวทีและความต้องการของกิจการ

2.เร่งสร้าง Financial Utiracy, สนับสนุนการลงทุนระยะยาวที่เพียงพอเพื่อรองรับการเกษียณ

3. เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทย โดยสนับสนุนความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดให้สอดรับการ Landscape ที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อสร้างโอกาสใหม่และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น

4. สร้างโอกาสจากการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญ รวมถึงผลักดันบทบาทของการเป็น CLMV springboard ของตลาดทุนไทย

5. เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สนับสนุน Online access to financial service และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจรายเดิมและรายใหม่ ใช้ดิจิทัลทำธุรกิจใหม่ๆ

6. การกำกับดูแล digital access ที่รักษาความเชื่อมั่นและเป็นธรรม และมีความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

7. สร้างองค์ประกอบต่างๆ ใน ecosystem เพื่อคว้าโอกาสการลงทุนด้าน ESG

8. ยกระดับความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย

9. ปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงและมีมาตรการป้องกัน

คำค้น