“วิชา” แถลงสรุปผลสอบคดี “บอส” พบทำสำนวนสมยอมโดยไม่สุจริต เสนอหยุดอายุความ-นับหนึ่งใหม่

“วิชา มหาคุณ” ประธาน คกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดี “บอส” แถลงสรุปผลตรวจสอบ พบทำสำนวนสมยอมโดยไม่สุจริต เสนอนับหนึ่งสอบสวนใหม่ พร้อมหยุดอายุความ จนกว่าได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี

นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ในคดีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต แถลงผลการตรวจสอบว่า คณะกรรมการมีความเห็นตรงกันว่ากระบวนการทำสำนวนเป็นการสมยอมโดยไม่สุจริต ร่วมมือกันตามทฤษฎีสมคบคิดทำให้สำนวนเสียไปตั้งแต่ต้น

          “พบว่ามีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป ในการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มตันของการดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย” นายวิชา กล่าว

คณะกรรมการฯ จึงเสนอให้การสอบสวนใหม่เริ่มนับหนึ่งให้ถูกต้องในข้อหาที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ข้อหาขับขี่รถในขณะเมาสุรา และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และแก้ไขโดยเร่งด่วนให้อายุความหยุดลงเมื่อผู้ต้องหาหลบหนีจนกว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดีจึงจะนับอายุความ

พร้อมทั้งดำเนินการทางวินัยและอาญาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่นที่รวมขบวนการนี้ ได้แก่ พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับสำนวน, พนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, ผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่, ทนายความที่กระทำผิดกฎหมาย, พยานให้การเท็จ, ตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการอัยการ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ สภาทนายความ เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป กับเห็นสมควรดำเนินการให้คดีอาญาในเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า คณะกรรมการฯ รายงานผลการตรวจสอบให้ทราบว่าคดีดังกล่าวดำเนินการมายาวนานถึง 8 ปี เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก มีความซับซ้อน และมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมถึง 14 ครั้ง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีการทำเป็นขบวนการ จึงต้องตรวจสอบกันต่อไป และเรื่องนี้ยังต้องเข้ากระบวนการตรวจสอบในรายละเอียด จึงยังไม่ขอเปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เชื่อว่าเมื่อถึงเวลารายชื่อจะปรากฎออกมาเอง

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า จะไม่ไปก้าวล่วงใคร และไม่ก้าวล่วงอัยการ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และในส่วนของตำรวจ ตนเองจะสั่งการไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ

โดยข้อเสนอของคณะกรรมการ 5 ข้อ คือ 1.ยกคดีขึ้นดำเนินการใหม่ โดยเฉพาะคดีที่ยังไม่ขาดอายุความ 2.ดำเนินคดีและวินัยที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย 3.บางเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นความผิดหรือไม่ แต่จะตรวจสอบพฤติการณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องในเชิงจริยธรรม 4. สร้างความเข้าใจกับวิธีปฏิบัติในการมอบอำนาจของผู้บังคับบัญชา ที่เมื่อมอบไปแล้วจะรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งตรงนี้ต้องไปแก้ไขกฎระเบียบอีกหลายเรื่อง

“กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถือเป็นหลักของประเทศชาติ ถ้าอยู่กันแบบไร้กฎหมายไม่ได้ บ้านเมืองจะกลายเป็นอณาธิปไตยทันที ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีกฏหมายมันอยู่ไม่ได้ หลายอย่างจะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ ความเชื่อมั่นต่างประเทศก็เสียไป เศรษฐกิจไม่มั่นคง การลงทุนก็ลดลง แล้วผมถามว่าเราจะได้อะไรจากชัยชนะบนซากปรักหักพัง ใครจะได้อะไร ผมถามหน่อยเถอะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว