TOP เด้ง 3% รับส่วนต่างราคาน้ำมันพุ่ง หนุนค่าการกลั่น Q2 แกร่ง โบรกเคาะเป้า 55 บาท

TOP เด้ง 3% รับแรงหนุนส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ หรือ Crack Spread ปรับตัวสูง หนุนค่าการกลั่นไตรมาส 2/69 แข็งแกร่ง ขณะที่โบรกแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 55 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ณ เวลา 11:27 น. อยู่ที่ระดับ 46.25 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 3.35% ราคาสูงสุด 46.75 บาท ราคาต่ำสุด 44.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 559.41 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 25 มิ.ย.69 ว่า TOP มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นตลาด หรือ Market GRM ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 ตามทิศทางส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันกับน้ำมันดิบ หรือ Crack Spread ที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 55.00 บาท

โดยปัจจัยสนับสนุน Crack Spread มาจาก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตโรงกลั่นในตะวันออกกลางและเอเชียลดลงราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 2.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามลำดับ รวมถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันของรัสเซียที่ลดลงจากผลกระทบของการโจมตีจากยูเครน และปริมาณสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์หลักที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

ทั้งนี้ Crack Spread เฉลี่ยไตรมาส 2/2569 จนถึงปัจจุบันของผลิตภัณฑ์หลักปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยดีเซลอยู่ที่ 63.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 301% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 196% จากไตรมาสก่อน ขณะที่น้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 63.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 344% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 204% จากไตรมาสก่อน ส่วนเบนซินอยู่ที่ 28.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 147% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 243% จากไตรมาสก่อน

อย่างไรก็ตาม TOP ประเมินว่า Crack Spread มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังมีข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยคาดว่าแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางจะกลับมามีกำลังการผลิตราว 80% ภายใน 7-8 สัปดาห์ และกลับสู่ระดับเต็มกำลังการผลิตภายใน 16 สัปดาห์

บล.ดาโอ ระบุว่า แม้ Crack Spread มีแนวโน้มปรับตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่คาดว่าจะปรับลดลงในอัตราที่ช้ากว่าราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันเร็วกว่า จากอุปทานที่เพิ่มขึ้นหลังการส่งออกน้ำมันที่กักเก็บไว้บนเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ตลาด

สำหรับประมาณการกำไรสุทธิ บล.ดาโอ ประเมินกำไรสุทธิของ TOP ปี 2569 และปี 2570 อยู่ที่ 1.53 หมื่นล้านบาท และ 1.17 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ เทียบกับปี 2568 ที่ 1.46 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2569 จะเติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากแนวโน้ม Market GRM ที่แข็งแกร่ง และอัตราการเดินเครื่องกลั่น หรือ Crude Run ที่สูงขึ้น

ขณะที่กำไรสุทธิปี 2570 คาดว่าจะลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากความเป็นไปได้ในการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิหลังหักมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ หรือ Stock Loss (net of NRV)

ทั้งนี้ บล.ดาโอ แนะนำ “ซื้อ” TOP ราคาเป้าหมาย 55.00 บาท อิงค่า PBV ปี 2569 ที่ 0.69 เท่า หรือราว -0.6 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV ย้อนหลัง 5 ปี โดยคาดว่า Market GRM ที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 จะเพียงพอชดเชยผลกระทบจาก Stock Loss ที่อาจเกิดขึ้น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่สูงขึ้น และการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล 2.00-5.00 บาท ในช่วงวันที่ 9 เม.ย.-19 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา

Back to top button