พาราสาวะถี

เป็นตลกที่ทำให้หัวร่อไม่ได้ ในเมื่อพวกลากตั้งพากันอภิปรายหน้าสลอนตอนที่ประชุมรัฐสภาถก 6 ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างหนาพากันพูดถึง “สภาผัวเมีย” “เผด็จการรัฐสภา” ทั้ง ๆ ที่ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีมานี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการและเผด็จการสืบทอดอำนาจเต็มรูปแบบ เป็น “สภาญาติโกโหติกา” “รัฐสภาเผด็จการ” จนกระทั่งการรวบหัวรวบหางตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาญัตติก่อนลงมตินี่ยิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภาที่พวกตัวเองกล่าวหาเสียอีก

อรชุน

เป็นตลกที่ทำให้หัวร่อไม่ได้ ในเมื่อพวกลากตั้งพากันอภิปรายหน้าสลอนตอนที่ประชุมรัฐสภาถก 6 ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างหนาพากันพูดถึง สภาผัวเมีย” “เผด็จการรัฐสภา” ทั้ง ๆ ที่ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีมานี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการและเผด็จการสืบทอดอำนาจเต็มรูปแบบ เป็น สภาญาติโกโหติกา” “รัฐสภาเผด็จการ” จนกระทั่งการรวบหัวรวบหางตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาญัตติก่อนลงมตินี่ยิ่งกว่าเผด็จการรัฐสภาที่พวกตัวเองกล่าวหาเสียอีก

ความจริงสภาญาติโกโหติกานั้น มีมาตั้งแต่เผด็จการคสช.สืบทอดอำนาจแล้วถ้าจำกันได้ ทั้งสนช.ทั้งสปช. ตั้งแต่ญาติ ลูก เมีย เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษา เลขาฯ กันเอิกเกริก สุดท้ายถูกสังคมจับได้ก็ใช้วิธีการไขว้คนในเครือข่ายสลับเก้าอี้กันหน้าตาเฉย ไม่แคร์ความรู้สึกของสังคมและประชาชนแต่อย่างใด ไม่เพียงเท่านั้น การแต่งตั้งส.ว.ก็เห็นชัด ลองไปพิจารณาหลายรายชื่อก็เครือญาติทั้งคนในรัฐบาลและเครือข่ายเผด็จการสืบทอดอำนาจทั้งนั้น

แบบนี้จะเรียกว่าอะไรอย่างหนายังน้อยไป จะอ้างว่าเป็นเครือข่ายของคนดี ประเทศนี้ไม่มีใครที่จะมาเป็นได้อีกแล้ว หรือเกรงว่าถ้าตั้งคนที่ไกลตัวออกไป สุดท้ายจะมาแว้งกัดกันเพราะสันหลังหวะกันหลายราย ยิ่งการอ้างเรื่องของตัวบทกฎหมาย ก็ช่างไม่ละอายใจกันเสียเหลือเกิน เพราะกฎหมายหลังอย่างรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งกฎหมายลูกนั้น ก็คนของตัวเองเขียนกันมากับมือ วางกับดักกันไว้รอบทิศ แล้วเช่นนี้มันจะเป็นที่ยอมรับเชื่อถือกันได้อย่างไร

มิหนำซ้ำ หันไปมองยังคนในองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย รวมทั้งพฤติกรรมของการตัดสินในเรื่องสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ไม่ต้องอ้างว่าต้องยึดมั่นในความเป็นธรรมและโปร่งใส ในเมื่อจริยธรรมของการแต่งตั้งและเข้าสู่ตำแหน่ง รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ยังไม่มีให้ประชาชนเชื่อมั่น มันจะเกิดเป็นความศรัทธาในองค์กรและตัวบุคคลได้อย่างไร ไม่นับรวมพวกที่ได้ดิบได้ดีจากการรัฐประหารสองรอบหลังสุด บางรายรู้กำพืดที่มาแล้วน่าสะอิดสะเอียน

เมื่อเลือกเดินกันในแนวทางหัวหมอ เพราะทุกอย่างถูกจัดวางกันด้วยกลไกเนติบริกร ดังนั้น อีกด้านก็ต้องยอมรับกับกระแสต่อต้านของคนที่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับกระบวนการสืบทอดอำนาจด้วย โดยเฉพาะกรณีของรัฐธรรมนูญติดหนวด ไม่ต้องมาร้องขอหรืออ้างว่าเวลาอีกแค่ 1 เดือนจะรอกันไม่ได้หรืออย่างไร ก็ขนาดประธานรัฐสภายังลั่นวาจากลางวงประชุม ผมก็ถูกหลอก” แล้วประชาชนจะเชื่อถือได้อีกหรือ การก่อม็อบใหญ่นัดหมาย 14 ตุลาคม หากจะยืดเยื้อต่อเนื่องไปจนถึง 1 พฤศจิกายนก็โทษใครไม่ได้

ไม่ต้องบอกว่าจะใช้กฎหมายอะไรมาจัดการ หรือจะจับแกนนำเข้าคุกก่อนก่อม็อบ วิธีการเหล่านี้มันก็แค่พวกชอบแยกเขี้ยวใส่ ความจริงน่าจะรู้กันอยู่แล้วกับการปล่อยตัว อานนท์ นำภา และ ภาณุพงศ์ จาดนอก ก่อนม็อบ 19 กันยายนที่ผ่านมา ว่านั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติ หนนี้ก็เช่นกันเมื่อเลือกที่หาเชื้อเพื่อให้ม็อบจุดติดอีกกระทอก ก็ต้องไปรอวัดกันว่าผลที่จะตามมานั้นเป็นอย่างไร โดยที่คนเดือนตุลาอย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย ได้กลิ่นคาวเลือดมาแต่ปลายจมูก จึงกลัวว่าจะเข้าสู่วังวนตุลาเลือดอีกหน

แต่อย่างที่บอกเผด็จการรอบนี้นอกจากเป็นพวกเหลี่ยมจัดแล้ว ยังไม่ใช่พวกยอมหักไม่ยอมงอ จึงต้องรอวัดกระแส ถ้าจวนตัวถึงบทถอยไม่เป็นท่าก็กล้าเล่นแล้วไปตีหน้าตายอ้างข้าง ๆ คู ๆ กันอีกที เพราะคงไม่มีใครอยากได้ชื่อว่าเป็นทรราช และหนนี้ไม่ใช่แค่ตัวเองเพียงคนเดียวหากแต่เป็นกันทั้งองคาพยพ นั่นจึงหมายความว่า เผด็จการคณะนี้เป็นพวกทรราชทั้งคณะนั่นเอง เราจึงได้เห็นท่วงทำนองจังหวะเคลื่อนของคนพวกนี้เต็มไปด้วยความระแวดระวัง

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่กำลังเผชิญไม่ใช่เฉพาะแรงกดดันทางการเมือง หากแต่หมายถึงมิติทางสังคม เศรษฐกิจก็มีปัญหาเสื่อมทรุดชนิดที่หาทางออกกันไม่เจอ ทำให้การควานหาตัวคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่จึงยังไม่ประสบความสำเร็จ สุดท้าย หวยก็จะไปออกที่ ประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงคลังที่เกษียณอายุราชการไปเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา นี่คงเป็นตัวเลือกภาคบังคับที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว

อย่าลืมว่า เจ้าตัวนั้นถือเป็นมือไม้คนสำคัญขององคาพยพเผด็จการ ด้วยการไปนั่งเป็นประธานบอร์ดบริษัท ท่าอากาศไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่หลังการรัฐประหารมาจนกระทั่งปัจจุบันก่อนที่จะลาออกจากบอร์ด พ่วงด้วยอีกสองบริษัทสำคัญคือ ประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย และกรรมการบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดเหล่านี้ต่างรู้ดีว่า เป็นแหล่งขุมทรัพย์และตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนงานที่สำคัญของคณะเผด็จการสืบทอดอำนาจ

ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่หรือไม่ ขอแค่เป็นที่ไว้วางใจและพอใจของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเท่านั้นก็จบ อย่างที่เห็นนโยบายขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลแทบจะไม่มีความหมาย ทุกอย่างผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรองโดยคณะที่ปรึกษาของท่านผู้นำที่ประกอบไปด้วยบรรดาภาคธุรกิจ เอกชนขาใหญ่ของประเทศหลายราย จึงทำให้เกิดข้อกังขากันไม่น้อยว่า สิ่งที่ดำเนินการกันมาโดยอ้างคนรากหญ้านั้น แท้ที่จริงปลายทางก็เพื่อความมั่งคั่งของคนรวยทั้งหลายทั้งสิ้น

ในสถานการณ์กดดันที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจ ฟากของพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยก็ใช่ว่าจะอยู่กันแบบสบายตัว การหลั่งไหลไขก๊อกของผู้บริหารพรรค นับตั้งแต่การประกาศลาออกประธานยุทธศาสตร์ของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จนทำให้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ก็สละเก้าอี้หัวหน้าพรรคตาม ย่อมเป็นสัญญาณว่าพรรคของคนแดนไกลถึงเวลาต้องผ่าตัดใหญ่ เพื่อให้ทันต่อเกมการเมืองที่กำลังเข้าสู่โหมดรอวันเปลี่ยนแปลง

สอดรับกับข่าวความไม่พอใจของส.ส.อีสานที่ถึงขั้นประกาศบอยคอตการประชุมไป 1 สัปดาห์ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องข่าวปล่อยเพื่อทำลายพรรคอย่างแน่นอน ส่วนเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนก็เพื่อที่จะสร้างภาพลักษณ์ไม่ใช่เฉพาะการเดินเกมในสภาที่ต้องแข็งแรงเท่านั้น แต่การร่วมขับเคลื่อนไปกับกลุ่มการเมืองนอกสภาก็ต้องแข็งขัน เป็นธรรมชาติไปด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้น จะเสียฐานมวลชนส่วนนี้ไปให้กับพรรคก้าวไกลอย่างกู่ไม่กลับ นี่คือกลยุทธ์ทางการเมืองที่จำเป็นต้องปรับของพรรคนายใหญ่โดยที่ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนแต่ประการใด