แตกพาร์ ต่อเติมราคาหุ้น..!

ไม่ว่าตลาดฯ จะผันผวนแค่ไหนก็ตาม แต่พอมีเรื่องแตกพาร์ จะทำให้หุ้นทั้งหลายแหล่แปลงร่างเป็นม้าศึกได้ในพริบตา...ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหนแค่มีข่าวลือจะแตกพาร์ หรือมีผู้บริหารพูดว่าสนใจแตกพาร์ มักมีผลต่อราคาหุ้น เป็นปัจจัยบวกดันราคาทันที...

สำนักข่าวรัชดา

ไม่ว่าตลาดฯ จะผันผวนแค่ไหนก็ตาม แต่พอมีเรื่องแตกพาร์ จะทำให้หุ้นทั้งหลายแหล่แปลงร่างเป็นม้าศึกได้ในพริบตาไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหนแค่มีข่าวลือจะแตกพาร์ หรือมีผู้บริหารพูดว่าสนใจแตกพาร์ มักมีผลต่อราคาหุ้น เป็นปัจจัยบวกดันราคาทันที

เสมือนเป็นประกาศิตให้ราคาหุ้นวิ่งเสมอ..!!

ปกติราคาหุ้นเมื่อขึ้นมาถึงจุดหนึ่ง ราคาก็จะไปต่อยากแล้วก็มักมีการหยิบเรื่องแตกพาร์มาเป็นสตอรี่เพื่อดันราคาให้ไปต่อ

เห็นได้ชัดจากกรณีบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ที่คำว่าแตกพาร์มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ราคาหุ้น STGT ขึ้นมาร้อนแรงจากราคาถุงมือยางที่ปรับสูงขึ้น และดีมานด์จากทั่วโลกที่พุ่งไม่หยุด จึงถูกมองว่าปีนี้จะเป็นปีทองของ STGT และจะเติบโตแข็งแกร่งไปถึงปีหน้า ซึ่งราคาก็ตอบรับปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว

แต่พอมีกระแสข่าวเรื่องแตกพาร์ แค่ผู้บริหารพูดว่า “อยู่ระหว่างการพิจารณา” ก็ทำให้ราคาหุ้นวิ่งไปกันใหญ่ โดยตั้งแต่เข้าเทรดเมื่อวันที่ 2 .. 2563 (ไอพีโอ 34 บาท) ราคาหุ้น STGT ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 152%

กระทั่งล่าสุดนักวิเคราะห์สำนักต่าง ๆ พากันอัพเป้าราคาใหม่ไฉไลกว่าเดิม บางสำนักให้ราคาสูงลิ่วถึง 145 บาทเลยทีเดียว

โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอดอะไรจะแรงเบอร์นั้น

หรือสด ๆ ร้อน ๆ กรณีบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่ราคาวิ่งขึ้นมา 8 เดือน 5 เท่า..!! (วันที่ 17 มี.. 2563 ราคาอยู่ที่ 30 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 163.50 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 545% ซึ่งคิดเป็นกว่า 5 เท่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา)

โอเคในเชิงปัจจัยพื้นฐานของ DELTA ถือว่าโดดเด่น ถ้าเทียบกับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรปเพิ่มสูงมาก ซึ่ง DELTA ได้ประโยชน์มากกว่าเจ้าอื่น เพราะเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตรถยนต์ EV โดยตรง และยังเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้าและสถานีชาร์จให้กับรถยนต์ EV อีกด้วย

ขณะที่กลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และ Telecom Infrastructure ก็มีแนวโน้มเติบโตสูงเช่นกัน

DELTA จึงถูกมองว่าผลงานปีนี้จะโตติดปีกคาดปี 2563 กำไรเพิ่มขึ้น 115% อยู่ที่ 6,300 ล้านบาท ส่วนปี 2564 กำไรเพิ่มขึ้น 9% อยู่ที่ 6,900 ล้านบาท

แต่ราคาหุ้นก็ตอบรับปัจจัยพื้นฐานไปหมดแล้วเช่นกัน ดังนั้นถ้าจะไปต่อด้วยปัจจัยพื้นฐานอาจจะยากแล้วพอมีผู้บริหารบอกว่าสนใจจะแตกพาร์เท่านั้นแหละ ราคาก็วิ่งทะลุปรอทแตกอีกรอบ

โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 .. 2563 ระหว่างวันราคาปรับขึ้นไปสูงสุด 205 บาท ก่อนที่จะปิดตลาดที่ 195.50 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 9.22% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,932 ล้านบาท ส่วนวันศุกร์ที่ 9 .. 2563 ลดดีกรีความซ่าลง ปิดตลาดที่ 193.50 บาท ปรับลดลง 1.02% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 774 ล้านบาท

จะเห็นว่าเรื่องแตกพาร์มีอิทธิพลต่อราคาหุ้นที่สุดเรื่องหนึ่ง นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานซึ่งไม่ว่าบริษัทนั้นจะแตกพาร์จริงหรือไม่..? แต่ราคามักวิ่งไปแล้ว (จะวิ่งมากหรือวิ่งน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ก็เป็นการต่อเติมราคาหุ้นอีกวิธีหนึ่งที่นักลงทุนต้องรู้เท่าทันไว้บ้างก็ดีนะ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อมันนี่เกมในตลาดหุ้น

เอ๊ะ…!! หรือรู้ว่าเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

อันนี้ก็ไม่รู้สินะ

อิ อิ อิ