“ทรีนีตี้” เปิดกลยุทธ์ปี 64 แนะจัดพอร์ตหุ้นไทย 10-20% เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นจีน-เวียดนาม

"ทรีนีตี้" เปิดกลยุทธ์ปี 64 แนะจัดพอร์ตหุ้นไทย 10-20% เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นจีน-เวียดนาม

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปี 2564 อาจจะเป็นลักษณะ Double Dip หรือมีโอกาสเศรษฐกิจจะถดถอยซ้ำอีกจากการระบาดของ COVID-19 รอบสอง ในกรณีมีการระบาดรอบสองทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2564 จะเติบโตต่ำกว่า 1% จากเดิมคาดการณ์โตมากกว่า 4% ผลกระทบจาก COVID-19 จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างช้าๆ ต้องใช้เวลาจนถึงปี 2567 ถึงจะเติบโตได้ 2%

ส่วนผลกระทบที่เกิดกับตลาดหุ้นไทยจะเห็นตลาดหุ้นปรับลดลงในไตรมาสแรกปี 2564 ก่อนที่จะฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปีหน้า เนื่องจากฐาน GDP ที่ติดลบในไตรมาส 2 ปีนี้ ในสภาวการณ์เช่นนี้ การกระจายสินทรัพย์เพื่อลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสินทรัพย์ เพื่อคงการรักษาผลตอบแทน จะเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2564

ปี 2562-2563 สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงอันดับต้นๆ คือดัชนี NASDAQ ให้ผลตอบแทน 35% ในปี 2562 และ20% ในปี 2563, บิทคอยน์ ให้ผลตอบแทน 95% ในปี 2562 และ46% ในปี 2563, ทองคำในรูป US$ ให้ผลตอบแทน 18%ในปี 2562 และ25% ในปี 2563, หุ้นจีน ให้ผลตอบแทน 22% ในปี 2562 และ7% ในปี 2563 แต่หุ้นไทยให้ผลตอบแทน 1% ในปี 2562 และ –20% ในปี 2563” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว

ขณะที่ไตรมาส 4 ของปีนี้ การลงทุนอาจจะผันผวนมากๆ เนื่องจากฟันด์โฟลว์โลกอาจจะรอความชัดเจนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นักลงทุนอาจจะเลือกหุ้นที่มีลักษณะ Defensive สินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แต่คาดว่าตลาดหุ้นไทยและกลุ่ม Emerging Market อาจจะได้ผลบวกจากการมีความชัดเจนขึ้นของนโยบายประเทศทางฝั่งตะวันตก ภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนปี 2564 จึงต้องสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลก ทรีนีตี้ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นไทย 10-20% เน้นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นจีน-เวียดนามรวมกัน 10% ลงทุนในตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว 10-20% เนื่องจากระดับ P/E ใกล้เคียงกับตลาดเกิดใหม่ และอีก 5-10% ลงทุนในทองคำ และ 1-5% ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ส่วนอีก 35% ถือเป็นเงินสด เพื่อสร้างโอกาสที่ดีให้กับนักลงทุนในจังหวะตลาดปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการลงทุนหุ้นเวียดนาม คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในแบบ V Shape คาดการณ์จีดีพีเติบโต 2.7-3% ในปีนี้ และกว่า 6-8% ในปี 2564 ขณะที่ช่วง COVID-19 จีดีพีหลายประเทศติดลบ รวมทั้งค่าเงินดองเวียดนามหรือ Vietnamese Dong ที่มีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าในอดีต ทุนสำรองระหว่างประเทศของเวียดนามสูงเป็นประวัติกาลกว่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะเดียวกันเวียดนามกำลังจะขยับขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในดัชนี MSCI Frontier composite ในปี 2564 จะส่งผลดีกับเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นช่วงปลายปีนี้

นอกจากนี้ กฎหมายและเกณฑ์ใหม่ๆ ที่กำลังมีผลบังคับใช้จะช่วยให้นักลงทุนต่างประเทศเข้าถึงตลาดหุ้นเวียดนามได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสที่เข้า MSCI Emerging Market ในกลางปี 2565 สำหรับจังหวะเหมาะสมในการลงทุนหุ้นเวียดนาม เริ่มลงทุนตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึง พ.ย.นี้ โดยอาจจะใช้ Dollar Cost Average เพื่อบริหารต้นทุน