เหยื่อของสถานการณ์

คำว่าเหยื่อของสถานการณ์นี้ สามารถใช้กับราคาหุ้นของกลุ่มขนส่งมวลชนได้เหมาะเหม็งมาก

พลวัตปี 2020 : วิษณุ โชลิตกุล

คำว่าเหยื่อของสถานการณ์นี้ สามารถใช้กับราคาหุ้นของกลุ่มขนส่งมวลชนได้เหมาะเหม็งมาก

ระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่มีการนัดชุมนุมมวลชนยามค่ำ เราจะได้รับทราบถึงการปิดเดินรถบางสถานีหรือทั้งหมดของสายการเดินรถขนส่งมวลชนอย่าง รถไฟฟ้าใต้ดินของ MRT และรถไฟฟ้าของบริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTS

ถือว่าซวยซ้ำสองก็ว่าได้

คำถามคือ คนที่เสียหายจากการปิดเดินรถไฟฟ้าดังกล่าวเป็นใคร

ตอบได้ว่า บริษัทที่บริหารการเดินรถทั้งสองกลุ่ม

กรณีรถไฟฟ้า บริหารกิจการโดยบริษัท BEM ในเครือ ช.การช่าง และของ BTS บริหารโดย BTSC

ทั้งสองค่ายนี้ มีความโยงใยถึงหุ้นของหลายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปิดการเดินรถหลายส่วน

กรณีของ BEM นั้น แน่นอนว่าได้รับความเสียหายโดยตรง เพราะคำสั่งปิดแต่ละครั้ง สร้างความเสียหายอย่างต่ำครั้งละประมาณ 5 ล้านบาท

ส่วนผู้ที่รับความเสียหายโดยอ้อม ครั้งละประมาณ 10 ล้านบาท คือ BTS ที่จะถือหุ้นใหญ่ของ BTSC และ BTSGIF

ความเสียหายที่เกิดขึ้น น่าจะส่งผลต่อรายได้ และกำไรสุทธิ ไตรมาสสุดท้ายและงบปีของหุ้นที่เกี่ยวข้อง

ทั้งหมดที่เอ่ยถึงนี้ เป็นหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

ว่ากันตามจริงแล้ว ปีนี้ ถือว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ของหุ้นที่อยู่ในกลุ่มขนส่งมวลชนอย่าง BEM และ BTS อยู่แล้วจากครึ่งปีแรกที่เจอการระบาดของโควิด-19 จนกระทั่งรายได้หดหาย และกำไรสุทธิที่ย่ำแย่ ส่งผลต่อราคาหุ้นให้ถดถอยลงมาค่อนข้างแรง และกองทุนอย่าง BTSGIF ที่มีค่า NAV ลดลงไปมาก

BEM แม้ว่ารายได้อีกส่วนหนึ่งหรือครึ่งหนึ่งจะมาจากทางด่วนที่ยังมีรายได้ต่อเนื่องประคองไว้ ก็ยังมีรายได้ลดจากครึ่งแรกของปีก่อน 2.05 หมื่นล้านบาท เหลือเพียงแค่ 6.7 พันล้านบาท และกำไรลดลงจากปีก่อน 5.04 พันล้านบาท มาเหลือเพียงแค่ 6.5 ร้อยล้านบาท แต่ราคาหุ้นร่วงลงมาไม่มากนักแค่เพียงประมาณ 30%

ส่วน CK ที่ได้รับผลทางอ้อม มีรายได้ลดลงจากครึ่งแรกปีก่อน 2.66 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.10 หมื่นล้านบาท ในขณะที่กำไรสุทธิลดจากปีก่อน 1.77 พันล้านบาท เหลือเป็นขาดทุน 44 ล้านบาท ราคาหุ้นร่วงลงมาประมาณ 25% เพราะรายได้และผลตอบแทนจากสาธารณูปโภคอื่นมาประคองเอาไว้

ทางด้าน BTS ครึ่งแรกของปี มีรายได้ลดลงจากปีก่อน 4.4 หมื่นล้านบาท เหลือ 1.07 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิลดจากปีก่อน 5.16 พันล้านบาท เหลือแค่ 440 ล้านบาท ส่วน BTSGIF ค่อนข้างเลวร้ายเพราะกำไรสุทธิ มาเป็นขาดทุนสะสมสุทธิติดลบ 44.1 ล้านบาท ไม่สามารถจ่ายปันผลได้ และต้องเพิ่มล้านบาทส่งผลให้ค่า NAV ลดลงไปมาก เหลือเพียงซึ่งส่งผลต่อราคาหน่วยลงทุนเหลือต่ำกว่า 5.00 บาท

ยิ่งมีการปิดเดินรถขนส่งไฟฟ้าบนดินของ BTS และใต้ดินของ BEM บ่อยครั้งในเดือนตุลาคม และอาจจะต่อเนื่องไปอีกนานนับเดือน หากความยืดเยื้อของสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป คาดเดาได้ไม่ยากว่า รายได้และกำไรสุทธิของหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่กล่าวมาจะเสียหายระดับรุนแรงกว่าครึ่งปีแรกสูงมาก

สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่ผลดีของนักลงทุนที่ถือหุ้นขนส่งมวลชนเอาเสียเลย เพราะเท่ากับว่า ราคาหุ้นหรือ NAV (ในกรณีของกองทุน) ยังมีต่ำกว่า ทั้งที่ต่ำมากกว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมามากกว่า 50% เข้าไปแล้ว

คงไม่ต้องเอ่ยหรือแนะนำว่าในเฉพาะหน้านี้ ควรถือ หรือขายทิ้ง นะครับ

คนที่มีประสบการณ์ย่อมทำตัวเป็นนกรู้ได้ดีอยู่แล้ว

ในกรณีของ BEM นักวิเคราะห์มีมุมมองว่า การเดินรถไฟฟ้าที่ต้องปิดชั่วคราวเป็นบางช่วงของรัฐบาลภายใต้การบังคับใช้พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะเป็น Sentiment เชิงลบต่อราคาหุ้นที่เกี่ยวข้อง และ หากการชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและกระจายไปเป็นวงกว้าง อาจจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิของ BTS และ BEM มากขึ้น

มุมมองนี้ ทำให้แรงซื้อกลับหุ้นขนส่งมวลชน ไม่เกิดขึ้น

มองจากมุมมองของคุณตลาด ราคาหุ้นหรือกองทุนที่ร่วงแรงจึงเป็นมุมมองสองด้านคือ เป็นจังหวะรอซื้อที่น่าสนใจ และหรือ BTSGIF อยู่ที่ราคาใด

หุ้นที่ราคาขึ้นลงตามสถานการณ์อย่างนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในว่าด้วยการบริหารธุรกิจหรือกลยุทธ์อะไรเลย

คนซื้อ หรือขายหุ้นพวกนี้ต้องทำใจ และอ่านสถานการณ์ภายนอกให้ออกเป็นสำคัญ