พาราสาวะถี

ถูกนักข่าวถามต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่เวลานี้เครียดหรือไม่ คำตอบที่ได้ยินจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือ ไม่เครียด แต่ก็ย้อนแย้งกันอยู่ในที เพราะคำอธิบายต่อมาคือ อยู่มา 5 ปีเครียดจนชินแล้ว แต่นั่นไม่ใช่สาระ เพราะการที่เจอกับแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ใครบอกว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรต้องถือว่าเป็นการโกหกอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ อยู่ที่ว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะเลือกใช้วิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรมากกว่า

อรชุน

ถูกนักข่าวถามต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่เวลานี้เครียดหรือไม่ คำตอบที่ได้ยินจาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือ ไม่เครียด แต่ก็ย้อนแย้งกันอยู่ในที เพราะคำอธิบายต่อมาคือ อยู่มา 5 ปีเครียดจนชินแล้ว แต่นั่นไม่ใช่สาระ เพราะการที่เจอกับแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้ใครบอกว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรต้องถือว่าเป็นการโกหกอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ อยู่ที่ว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะเลือกใช้วิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรมากกว่า

เดิมทีก็คิดว่าจะปิดเกมสวย ๆ หลังการสลายชุมนุม 16 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรกลายเป็นแรงเหวี่ยงมหาศาล จนต้องถอยกรูดกันยอมเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ทั้งที่ก่อนหน้าทั้งคนในรัฐบาลและพรรคสืบทอดอำนาจ ยังเล่นลิ้นกันอยู่เลยว่าเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันก็จะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญแล้ว ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องเปิดสภาวิสามัญไปทำไม สุดท้ายก็ต้องพลิกลิ้นโดยไม่รู้สึกรู้สาว่าตัวเองเคยพูดอะไรไปก่อนหน้า

นี่คือความอย่างหนาของคณะเผด็จการสืบทอดอำนาจ ขณะที่ความพยายามจะปลุกคนอีกฝั่งผ่านขบวนการของกลุ่มที่รวมตัวกันอ้างว่าปกป้องสถาบันนั้น มองมุมไหนก็เป็นการจัดตั้งขึ้นมาปกป้องรัฐบาลสืบทอดอำนาจมากกว่าที่จะปกป้องเบื้องสูง อย่างที่ย้ำมาโดยตลอด กรณีของสถาบันสูงสุดของประเทศนั้น ไม่สมควรที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และยังคงเชื่อว่าคนไทยทุกคนถูกสอนมาให้เทิดทูนและจงรักภักดีสถาบัน

ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะนำเอาสถาบันมาแปดเปื้อนกับความขัดแย้งทางการเมือง ในส่วนของข้อเรียกร้องจากคณะราษฎรนั้น ประเด็นที่ว่าด้วยการปฏิรูปสถาบันก็ถือเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายกฎหมายที่จะต้องไปติดตามว่ามีฝ่ายเคลื่อนไหวพาดพิง ทำให้เสียหาย เข้าข่ายล่วงละเมิดหรือไม่ ถ้าชัดเจนก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้มีการนำเรื่องนี้ไปสร้างประเด็นเพื่อที่จะโจมตีฝ่ายต่อต้านรัฐบาล โดยที่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ กับฝ่ายที่ถูกกล่าวหา

ถ้ายังคงเดินเกมเช่นนี้ ก็ทำให้เห็นเจตนาชัดว่ารัฐบาลของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ นอกจากจะไม่ยอมถอนฟืนออกจากกองไฟแล้ว ยังมีความพยายามที่จะสาดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิง ซึ่งนั่นก็ต้องช่วยกันประณามว่า เป็นความพยายามที่จะใช้เรื่องมิบังควรมาเพื่อทำให้ขบวนการสืบทอดอำนาจของตัวเองได้อยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายใด ๆ ที่จะตามมา การอ้างว่าเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนนั้นก็แค่วาทกรรมสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองและคณะเท่านั้น

ขณะที่การต่อสู้กันระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฟากแนวร่วมผู้ชุมนุมผ่านโซเชียลมีเดียนั้น น่าหัวร่อต่อถ้อยแถลงของ พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลที่อ้างว่ากอร.ฉ.รู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มชุมนุมตลอด แม้จะนัดหมายกันผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม เพราะมีสายของตำรวจแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ดังกล่าวด้วย ดังนั้น จึงไม่หวั่นไหวต่อการประกาศบิ๊กเซอร์ไพรส์ของฝ่ายชุมนุมแต่อย่างใด

ทั้งที่ ก่อนหน้านั้นมีข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่าฝ่ายตำรวจพยายามติดต่อสอบถามกับเครือข่ายของนักเรียน นิสิต นักศึกษามาโดยตลอดว่าบิ๊กเซอร์ไพรส์คืออะไร อย่างไร ต้องถือว่าในเกมทางโซเชียลนั้น ฝ่ายความมั่นคงตามไม่ทันคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน มิเช่นนั้น คงไม่ถูกเทกันหลายรอบ หัวปั่นกันหลายหน ขณะที่แนวทางในการที่จะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมก็ถูกปฏิเสธจากสังคมส่วนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ จึงเป็นความอึดอัดท่ามกลางแรงบีบคั้นจากผู้บังคับบัญชาที่ต้องการปิดเกม

ขณะเดียวกัน ความพยายามในการที่จะปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ของสื่อ 4 สำนัก รวมทั้งของกลุ่มเยาวชนปลดแอกนั้น ล่าสุดก็ถูกปฏิเสธโดยคำสั่งศาล ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติห้ามรัฐปิดสื่อมวลชนเพื่อลิดรอนเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร มาตรา 36 วรรคหนึ่ง บัญญัติรับรองเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกัน การตีความพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550 มาตรา 20 ก็ดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2548 มาตรา 9 (3) ก็ดี จึงต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว

ที่น่าสนใจคือ การที่ศาลมีคำสั่งระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามยูอาร์แอล ทั้ง 12 รายการ ซึ่งเป็นการปิดช่องทางการสื่อสารของสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี สำนักพิมพ์ประชาไท The Reporters The Standard หรือของกลุ่มเยาวชนปลดแอก FREE YOUTH โดยเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้แสดงให้ชัดเจนว่าเป็นการขอให้ปิดสื่อทั้งช่องทาง ทำให้ศาลมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันถูกต้อง เข้าใจว่าเป็นการปิดกั้นเฉพาะเนื้อหาบางส่วนที่คัดนำเสนอต่อศาล คำสั่งศาลดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งศาลที่ให้ระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ในคดีนี้ ยกคำร้อง

คำถามคือ การดำเนินการของกอร.ฉ.ที่ไปร้องต่อศาลนั้นถือเป็นความผิดหรือไม่ เพราะเป็นการเจตนาทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน หรือเป็นเพราะว่าไปฟังความเห็นของผู้นำที่คอยพล่ามมาก่อนหน้านั้นว่า รัฐธรรมนูญไม่สำคัญให้ไปดูกฎหมายลูกต่าง ๆ ด้วยว่าระบุไว้อย่างไร ทั้งที่ความจริงไม่มีที่ใดในโลกที่จะไปยกให้เนื้อหาของกฎหมายลูกใหญ่กว่ากฎหมายแม่ กรณีเช่นนี้คงอยู่ที่นักกฎหมายจะไปตีความและพิจารณากันเอาว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่

ทว่าสถานการณ์ล่าสุด ที่ม็อบเคลื่อนพลบุกทำเนียบรัฐบาลอีกรอบ และมีการตีเด็กของกลุ่มอาชีวะช่วยชาติและปกป้องสถาบันในมหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงมีคำถามว่าการที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจออกทีวีพูลแถลงการณ์เมื่อวันวานเรียกร้องให้ถอยคนละก้าว และอ้างว่าเข้าสภา ใช้สติและปัญญาแก้ปัญหาร่วมกัน มันคือทางออกของประเทศจริงหรือไม่ เพราะถึงนาทีนี้เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มองกันว่าตัวปัญหาของประเทศคือคนชื่อประยุทธ์นั่นเอง จึงเชื่อว่าถ้าประกาศลาออกนอกจากจะทำให้สถานการณ์ยุติแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็น่าจะง่ายตามมาด้วย