SET เข้าสู่โหมดผันผวน…รอผลการเจรจารอบสองสหรัฐ-อิหร่าน 

สถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเจรจาต่อและอาจขยายการหยุดยิง INVX มองว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้น


สถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเจรจาต่อและอาจขยายการหยุดยิง INVX มองว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้น คือ การต่ออายุหยุดยิงชั่วคราวหรือข้อตกลงบางส่วน ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเจรจาที่ครอบคลุมกว่าในระยะต่อไป

IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% (เดิม 3.3%) และเงินเฟ้อโลกคาดเพิ่มขึ้น 4.4% (เดิม 3.8%) สะท้อนผลกระทบจากสงครามสร้าง disruption เชิงโครงสร้างต่อตลาดพลังงาน สำหรับไทย INVX ประเมิน GDP ปี 2026 หลังสงครามยืดเยื้อที่ 1.4% ต่ำกว่า IMF ที่ 1.5% เล็กน้อย โดย INVX คาดว่าแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและส่งออกจะชะลอลง ขณะที่ต้นทุนพลังงานนำเข้ากดดันภาคการผลิตและ ธปท. อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แม้เศรษฐกิจชะลอ 

ด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด INVX มองว่า ในส่วนของนโยบายการเงิน Fed อาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากมากขึ้นว่าจะ “มองผ่าน” (look through) แรงกระแทกพลังงานชั่วคราวนี้ หรือจะระมัดระวังมากขึ้นหากการส่งผ่านราคาสู่ core inflation เริ่มปรากฏในเดือนถัด ๆ ไป  โดย INVX มองว่า Fed อาจมีเหตุผลเพียงพอที่จะอดทนรอได้จากตลาดแรงงานและยอดค้าปลีกที่ยังแข็งแกร่ง  อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะทำให้ราคาน้ำมันอยู่สูงยาวนานขึ้น และทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น จนทำให้ Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่จีน GDP 1Q26 ได้แรงหนุนจากภาคการผลิตตามการส่งออก แต่มีแนวโน้มชะลอลงใน 2Q26 จากผลกระทบของสงคราม ซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอต่อเนื่อง

ส่วนตลาดหุ้นไทย INVX มองว่า ช่วงสั้น SET จะเข้าสู่โหมดผันผวน โดยทิศทางดัชนีขึ้นอยู่กับผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นหลัก ทั้งนี้หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกก่อนเส้นตายหยุดยิงวันที่ 22 เม.ย. นี้ จะเป็น Catalyst สำคัญที่หนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-on โดยคาด SET จะดีดตัวแบบ V-Shape ทะลุแนวต้านที่ 1,530-1,550 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาด EM หลังคลายกังวลอุปทานน้ำมันชะงักงัน แต่หากการเจรจาล้มเหลวจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร จะส่งผลให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-off คาด SET จะปรับฐานลงแรงไปทดสอบแนวรับที่ 1,400-1,450 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลออกตามความกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะฉุดเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” แบ่งตามระดับความเสี่ยงและความคาดหวังของนักลงทุน

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และคาดจะได้ข้อตกลงสันติภาพถาวร แนะนำปรับพอร์ตรับภาวะ Risk-on ดังนี้

  1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เน้นเล่นเก็งกำไรดีดสั้นในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV, THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC, BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT) รพ. ระดับบน (BH, BDMS) ยานยนต์ (AH, SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่มีวิกฤต ได้แก่ MINT, BTS, AWC, LH,  BDMS   
  2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC, TRUE) การแพทย์ (BDMS, BH, CHG, BCH) และพาณิชย์ (CPALL, CPAXT, BJC, CPN
  3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHA, AMATA

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำตั้งรับ รักษาเงินต้น และป้องกันความเสี่ยง โดยถือเงินสดหรือตราสารหนี้สั้นเพื่อรักษาความคล่องตัวและลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield พร้อมรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อสถานการณ์ชัดเจน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นอย่าง PTTEP รวมทั้ง PTTGC จากส่วนต่างสเปรดกว้างขึ้นและไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยตั้งจุด Trailing Stop ไว้เสมอหากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย นอกจากนี้ยังแนะนำสะสมหุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดระยะสั้น (สะสมก่อน XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% ได้แก่ KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, TLI

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team

บล. InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX

Back to top button