ส่องเศรษฐกิจจีนปี 2569

“เศรษฐกิจจีน” เริ่มต้นปี 2026 ด้วยตัวเลขที่ทำให้เหล่านักวิเคราะห์ทั่วโลก ต้องหันมามองด้วยความประหลาดใจ


“เศรษฐกิจจีน” เริ่มต้นปี 2026 ด้วยตัวเลขที่ทำให้เหล่านักวิเคราะห์ทั่วโลก ต้องหันมามองด้วยความประหลาดใจ เมื่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/69 ขยายตัวถึง 5% ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ 4.8% เท่านั้น แต่เกิดขึ้นช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ จากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านซึ่งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญทำให้เศรษฐกิจจีนยังรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้ มาจากภาคการผลิตที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตามตัวเลขที่สวยหรูนี้อาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่ซ่อนปัญหาความเปราะบางไว้เบื้องล่าง

เพราะเมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า ภาคการบริโภคภายในประเทศของจีนเอง ยังส่งสัญญาณอ่อนแรง ยอดค้าปลีกที่เติบโตไม่เต็มที่ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

แรงกดดันสำคัญที่สุดขณะนี้คือ “ต้นทุนพลังงาน” สงครามอิหร่านที่เริ่มต้น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้กลายเป็นตัวแปร ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกอย่างรุนแรง เนื่องด้วยความตึงเครียดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดในโลก

สำหรับประเทศที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีน ผลกระทบนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่าการนำเข้าของจีนในเดือนมีนาคมพุ่งสูงขึ้นเกือบ 28% ซึ่งไม่ได้หมายถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้นเสมอไป แต่สะท้อนถึง “ราคา” ของน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ดุลการค้าของจีนหดตัวสู่ระดับต่ำสุดรอบกว่าหนึ่งปี..

นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันมองตรงกันว่า แม้ไตรมาสแรกจะออกมาดี แต่ไตรมาสที่สองอาจเป็น “ของจริง” ที่จีนต้องพิสูจน์ฝีมือ เนื่องจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน จะเริ่มส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ หากราคาน้ำมันและพลาสติกยังทรงตัวอยู่ระดับสูงเช่นนี้ ความได้เปรียบด้านต้นทุนของสินค้าจีนในตลาดโลก อาจเริ่มสั่นคลอน และอาจส่งผลต่อการส่งออก ที่เพิ่งจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.5% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

นอกจากปัจจัยด้านสงครามแล้ว จีนต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองจากฟากฝั่งตะวันตก ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายภาษีนำเข้ายังคงเป็นชนักติดหลังที่บีบคั้นเศรษฐกิจจีน

ปัจจุบันสินค้าจีนส่วนใหญ่ ต้องแบกรับภาษีอัตรา 10% และมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการปรับขึ้นภาษีกลับไปสู่ระดับที่รุนแรงกว่าเดิมช่วงกลางปีนี้ตามสัญญาณจากรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ ที่ระบุว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญภายในเดือนกรกฎาคม

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่การพบกันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ เดือนพฤษภาคมนี้ที่ประเทศจีน การเจรจาครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า จีนจะสามารถประนีประนอมทางการค้าเพื่อลดแรงกดดันจากภายนอกได้หรือไม่

ขณะที่ปัญหาภายในอย่างโครงสร้างประชากรที่ลดลงและวิกฤตหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเป็นมะเร็งร้ายที่ต้องใช้เวลาในการรักษา

เศรษฐกิจจีนปี 2026 คือ การเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่าง “การฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคผลิต” กับ “แรงเสียดทานจากสงครามและการเมืองโลก” ตัวเลข GDP 5% ช่วงไตรมาส 1/69 อาจเป็นความสำเร็จในระยะสั้น แต่ชัยชนะที่แท้จริงของจีนคือประคองตัวให้ผ่านพ้นไตรมาส 2-3/69 ไปให้ได้ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวน และความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเศรษฐกิจจีน ยุคสมัยใหม่นี้อย่างแท้จริง..!!!

Back to top button