COTTO ควบคุมต้นทุนสร้างกำไร (Q3/63)

COTTO รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/63 พร้อมงวด 9 เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา โชว์กำไรก้าวกระโดด ทั้งในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน

คุณค่าบริษัท

ล่าสุดทาง บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO รายงานผลประกอบการช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 พร้อมด้วยงวด 9 เดือนแรก ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา โชว์กำไรก้าวกระโดด ทั้งในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 ทางด้านรายได้จากการขายลดลงเหลือ 2,640.13 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 2,727.59 ล้านบาท แต่บริษัทกลับทำกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 170.76 ล้านบาท หรือ 0.03 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไร 87.32 ล้านบาท หรือ 0.01 บาทต่อหุ้น เนื่องจาก 1.การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการบริหารและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง 2.ต้นทุนพลังงานลดลง จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง อีกทั้งบริษัทมี EBITDA เท่ากับ 386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายลดลงเหลือ 7,532.29 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 8,326.45 ล้านบาท แต่บริษัทยังสามารถทำกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 336.98 ล้านบาท หรือ 0.06 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 238.35 ล้านบาท หรือ 0.04 บาทต่อหุ้น ถือเป็นการบริหารจัดการต้นทุนได้เป็นอย่างดี

หลังจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ออกมาแล้วสามารถเติบโตก้าวกระโดด ผลที่ตามมามีบทวิเคราะห์จาก บล.ทิสโก้ ประเมินต่อไปยังแนวโน้มในไตรมาส 4 ปี 2563 คาดว่ายอดขายจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากไตรมาสก่อน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา แต่คาด Gross margin จะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ คาดว่ากำไรในปี 2564 จะเติบโตจากยอดขายและ Gross margin ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจ แม้ราคาก๊าซธรรมชาติอาจจะเพิ่มบ้างแต่ไม่น่าจะมากนัก อีกทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัทน่าจะเริ่มเห็นผลและไม่น่ามีค่าใช้จ่ายรายการพิเศษเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563-2565 ขึ้น 39.3%, 17.3% และ 11% ตามลำดับ หลัก ๆ คือเพิ่มยอดขายและ Gross margin เพื่อสะท้อนงบไตรมาส 3/2563 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายที่คิดจาก 19 เท่า ในปี 2564 PER (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีของ DCC ซึ่งทำธุรกิจเดียวกัน) เพิ่มขึ้น 1.42 บาทเป็น 1.66 บาท เนื่องจากมี Upside อีก 34% จึงปรับเพิ่มคำแนะนำจากถือเป็น “ซื้อ”

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

1.บริษัท เซรามิคซิเมนต์ไทย จำกัด 5,428,487,262 หุ้น 91.04%

2.นายวงศ์วุฒิ วุฑฒินันท์ 108,608,848 หุ้น 1.82%

รายชื่อกรรมการ

  1. นายนิธิ ภัทรโชค ประธานกรรมการ
  2. นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ, กรรมการ
  3. นายสุรศักดิ์ ไกรวิทย์ชัยเจริญ กรรมการ
  4. นายเชาวลิต เอกบุตร กรรมการ
  5. นางนันทสิริ อัสสกุล กรรมการ