เป้าอยู่ที่ 1,350 จุด

วานนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดบวกร้อนแรงต่อเนื่อง

ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร

วานนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดบวกร้อนแรงต่อเนื่อง

ทำให้นับจากวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้ว 90 จุด

หุ้นในกลุ่ม SET50 หรือบิ๊กแคปถูกไล่ราคาขึ้นมากันอย่างสนุกสนาน อย่างเช่นวานนี้ มาปิดลบเพียง 2 หุ้น คือ BBL กับ TTW

นอกนั้นต่างปิดในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ และที่เหลือปิดเท่ากับราคาปิดของวันก่อนหน้า (6 พ.ย.)

มีคำถามว่า แล้วดัชนีที่ระดับปิดวานนี้ (1,285 จุด) จะไปต่อได้ไหม

เท่าที่คุยกับนักวิเคราะห์ และอ่านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นว่า ดัชนีจะวิ่งขึ้นไปอีกได้ และน่าจะผ่าน 1,300 จุดไม่ยากนัก

ทว่า ในช่วงก่อนจะทะลุ 1,300 จุด

อาจจะมีแรงขายทำกำไร หรือดัชนีพักฐานบ้างเล็กน้อย (แต่ไม่ลงเยอะ)

เพราะจะสังเกตว่า  หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาขึ้นมาแรงวานนี้ จะเริ่มเห็นการขายทำกำไรกันออกมาบ้าง

และบางส่วนอาจจะมาจากนักทุนบางคนอาจจะติดหุ้นอยู่

ก็เลยถือโอกาสที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมา จึงปล่อยของออกไป

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและนักลงทุนทั่วโลกเฝ้าจับตาคือ นโยบายของ “โจ ไบเดน” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีความเป็นมิตรกับตลาดหุ้นทั่วโลก

และขณะเดียวกัน มีนโยบายที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลกลับเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ และเอเชีย

ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับประโยชน์ไปด้วย

เงินทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าตลาดหุ้น

อย่างวานนี้นักลงทุนต่างประเทศ กลับมาซื้อ 2,304 ล้านบาท (ตั้งแต่ต้นปี 2563 ยังขายสุทธิ 3.02 แสนล้านบาท)

หากตลอดสัปดาห์นี้ ยังมีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติตลอดสัปดาห์

ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่เงินน่าจะไหลกลับ และช่วยดันดัชนีให้ไปต่อได้ จนอาจจะเลย 1,300 จุด ภายในสัปดาห์นี้ได้

หุ้นที่เป็นเป้าหมายของต่างชาติก็อยู่ในกลุ่ม SET50 นั่นแหละ

และอาจจะมีในกลุ่ม SET100 บ้าง ที่มีแนวโน้มผลประกอบการดีทั้งปี 2563 ลากยาวไปปี 2564

ส่วนหุ้นที่เลือกซื้อนั้น ต้องดูด้วยว่ายังมีอัพไซด์เหลืออยู่

ล่าสุด “ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองเรื่องฟันด์โฟลว์ว่า ก่อนหน้านี้แรงขายต่างชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ที่หุ้นไทย

แต่กระแสเงินทุนไหลออกทั้งภูมิภาคหลังจากเจอสถานการณ์โควิด-19

ขณะที่ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณไหลออกที่เริ่มน้อยลงต่อเนื่อง

และขณะนี้ตลาดหุ้น อยู่ระหว่างดูว่าถึงจุดที่เรียกว่า “Stable” แล้วหรือยัง?

หลังจากที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยออกไปแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท

ศรพล ยังให้ข้อมูลด้วยว่า เงินที่จะไหลกลับมายังตลาดหุ้นไทยได้หรือไม่นั้น ต้องติดตามดูเรื่องของ “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ” สหรัฐฯ และวัคซีนโควิด-19 จะออกมาได้จริงหรือไม่

ประเด็นดังกล่าวจะเป็นปัจจัยให้นักลงทุนตัดสินใจ

แต่เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยก็น่าจะสามารถปรับตัวได้เร็วหากสถานการณ์โควิด-19 จบ

“มีความเป็นไปได้ว่า (สหรัฐฯ) จะออกแพ็กเกจชุดใหญ่ รวมไปถึงนโยบายของนายโจ ไบเดนที่ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ทำให้กลุ่มหุ้นที่ดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนบ้านเราน่าได้รับผลตอบรับเชิงบวก และการให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพที่ทำให้อาจเห็นการออกมาตรการที่คล้ายกับโอบามาแคร์”

“เรื่องของพลังงานทดแทน, สุขภาพ และการค้าระหว่างประเทศก็น่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยและทั่วโลกมีความน่าสนใจ และความเสี่ยงน้อยลง”

ผมตัดข้อความที่เป็นท่อนสำคัญและน่าสนใจที่คุณศรพล กล่าวไว้

มีการวิเคราะห์จาก สุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บล.เอเอสแอล จำกัด ที่น่าสนใจด้วย

เขาบอกว่า ต่างชาติอาจเริ่มทยอยกลับมา

และดัชนีน่าจะผ่าน 1,300 จุดได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก

แต่ก็มองอีกด้วยว่า ดัชนีน่าจะไปถึง 1,350 จุด และน่าจะหยุดอยู่ที่บริเวณนี้นี่แหละ หรือบวก/ลบ นิดหน่อย

หากดัชนีวิ่งเกินกว่านี้ (1,350 จุด)

จะถือว่าค่อนข้างมากมีความเสี่ยงล่ะ

และให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อหุ้นที่ระดับดังกล่าว