ถ้า DELTA หลุด SET50 ใครได้ ใครเสีย?

วันนี้ (30 เม.ย.) เป็นวันสุดท้ายที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) จะให้หุ้น DELTA ใช้บัญชีแคชบาลานซ์  ตามมาตรการ Trading Alert


วันนี้ (30 เม.ย.) เป็นวันสุดท้ายที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) จะให้หุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ใช้บัญชีแคชบาลานซ์  ตามมาตรการ Trading Alert

สิ่งที่นักลงทุนต่างเฝ้าติดตามกันนะครับ คือ เดลต้าฯ จะถูกให้ใช้บัญชีแคชบาลานซ์ต่อไปหรือไม่

ทีนี้โอกาส “หลุด” หรือ “ไม่หลุด” จะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักที่ ตลท. ใช้ในพิจารณา ประกอบด้วย 1.มูลค่าการซื้อขาย (Turnover) ว่ายังร้อนแรงผิดปกติหรือเปล่า, 2.ระดับ P/E หรือความแพงเทียบพื้นฐานยังสูงมากหรือไม่, และ 3.Price volatility หรือการเก็งกำไรยัง “ผิดปกติ” หรือไม่

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สำหรับเดลต้าฯ ปัจจัยที่ทำให้ติดแคชบาลานซ์มาจาก มูลค่าซื้อขายสูงมาก บวกกับราคาผันผวนแรง และ Valuation สูง

ดังนั้น หากก่อนวันที่ 30 เม.ย.นี้ เรายังเห็นมูลค่าซื้อขายยังติดอันดับต้น ๆ ของตลาดต่อเนื่อง ราคาหุ้นแกว่งแรง

ตลท.เขาอาจจะต่อมาตรการกำกับการซื้อขายด้วยบัญชีแคชบาลานซ์กับหุ้นเดลต้าฯ ต่อไปได้ครับ

แม้ว่าหุ้นเดลต้าฯ ยังมีมูลค่าซื้อขายมากเป็นอันดับต้น ๆ บนกระดาน แต่หากพิจารณาจากมูลค่าการซื้อขายในช่วงที่ใช้บัญชีแคชบาลานซ์รอบล่าสุดระหว่างวันที่ 16-30 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า  มูลค่าซื้อขายเกิดการ “แผ่ว”

ด้านราคานั้น ก่อนที่จะถูกใช้บัญชีแคชบาลานซ์ จะอยู่ประมาณ 320 บาทต่อหุ้น

ส่วนวันหลังจากถูกใช้มาตรการกำกับฯ ราคาลงมาที่บริเวณ 370-380 บาท ก่อนจะค่อย ๆ ดีดกลับขึ้นมาได้ ตามแรงเก็งกำไรผลประกอบการงวดไตรมาส 1/69 ทำให้ราคาหุ้นมา Maintain บริเวณ 300 บาท +/- เล็กน้อยครับ

มาสู่คำถามที่ว่า หากเดลต้าฯ ถูกใช้บัญชีแคชบาลานซ์ต่อไปล่ะ? จะมีความเสี่ยงหลุดการคำนวณดัชนี SET50 หรือไม่

เรามาดูหลักเกณฑ์คร่าว ๆ ของเกณฑ์หุ้นที่จะใช้คำนวณดัชนี SET50 ว่าจะ “ติด” หรือ “หลุด” กัน

SET50 ทางตลาดหลักทรัพย์ ใช้เกณฑ์หลัก เช่น มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ Market Cap ซึ่งปัจจุบัน มาร์เก็ตแคปของเดลต้าฯ อยู่ที่ 3.8 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 1 และทิ้งอันดับ 2 (PTT=1 ล้านล้านบาท) แบบไม่เห็นฝุ่นครับ

เกณฑ์ถัดมาคือเรื่องของ “ฟรีโฟลต” (Free Float)

และยังมีเกณฑ์ด้าน สภาพคล่อง (Liquidity) และ Turnover ratio ด้วยครับ

ปัญหาของเดลต้าฯ แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ที่มาร์เก็ตแคป แต่อยู่ที่ฟรีโฟลตค่อนข้างต่ำ สภาพคล่องมีการกระจุกตัว และติดมาตรการกำกับ (แคชบาลานซ์) ค่อนข้างบ่อย

การติดแคชบาลานซ์บ่อยแบบต่อเนื่อง ทำให้จะกระทบ 2 เรื่อง คือ “การซื้อขายไม่ลื่น” และ “นักลงทุนสถาบัน และกองทุน” บางส่วนลดน้ำหนักหุ้นเดลต้าฯ ลง

ดังนั้นหากเดลต้าฯ หลุด SET50 แล้วจะเกิดอะไรกับตลาดหุ้นบ้างล่ะ?

คำตอบ คือ ผลกระทบ เช่น หากเป็นระยะสั้น กองทุนประเภท Passive Fund และ  ETF จะต้องขายหุ้นเดลต้าฯ ที่ถืออยู่ในพอร์ตออกมาแน่นอน และปัญหาที่ตามมาต่อเนื่อง “ราคาหุ้นจะเกิดแรงเหวี่ยง”

ผลกระทบถัดมาคือ ที่ผ่านมาหุ้นเดลต้าฯ เวลาขึ้นลง จะมีผลต่อดัชนีฯ หุ้นไทยอย่างมากถึงมากที่สุด ด้วยความที่มาร์เก็ตแคปที่มีมากกว่า 3.8 ล้านล้านบาท และเมื่อเดลต้าฯ หลุด SET50 ความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยอาจจะผันผวนน้อยลง และจะไปสะท้อนกับหุ้นตัวอื่นมากขึ้น

ผลต่อมาคือในด้านของ “โครงสร้างตลาด” นั้น ตลาดอาจจะเกิดการ “สมดุลขึ้น” เพราะต่อไปเวลาหุ้นจะขึ้นลง ไม่ได้ขึ้นเพียงแค่หุ้นตัวเดียว

ส่วนนักลงทุนต่างชาติ หรือ “ฟันด์โฟลว์” เราอาจมีกระจายไปยังหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่อื่น ๆ กันครับ เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน และกลุ่มค้าปลีก

เย็นวันนี้เรามาลุ้นกันครับว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต่อมาตรการกำกับหุ้นเดลต้าฯ หรือไม่

เพราะหากต่อ…

จะมีทั้งคนได้ และคนเสีย ครับ

Back to top button