JUBILE จ่อรับอานิสงส์หลายต่อ

เปล่งประกายต่อเนื่องกับ JUBILE ด้วยแนวโน้มยอดขายเครื่องประดับเพชรที่ขยายตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปี 63 แล้วจะสดใสต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 ปี 64

คุณค่าบริษัท

เปล่งประกายต่อเนื่องกับ บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JUBILE ด้วยแนวโน้มยอดขายเครื่องประดับเพชรขยายตัวขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2563 แล้วจะสดใสต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 ปี 2564 หลังจากที่ยอดขายเริ่มฟื้นตัว

ล่าสุดอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมเริ่มกลับมาเป็นบวกได้แล้วในไตรมาส 4 ปี 2563 และสาขาต่าง ๆ ที่ปิดไปชั่วคราวจากผลกระทบของโควิด-19 เริ่มกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติ

พร้อมด้วยรับอานิสงส์จากโครงการช้อปดีมีคืน นอกจากนี้มีความหวังจากกลุ่มลูกค้างานแต่งงานที่เลื่อนมาจากช่วงปลายปี 2562-ต้นปี 2563 เนื่องจากวิกฤติโควิด-19 คาดกลุ่มลูกค้าอาจเลื่อนการจัดงานมาเป็นช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้าแทน

ผลดังกล่าวคาดยอดขายไตรมาส 4 ปี 2563 จะโตราว 5.7% จากไตรมาสก่อน และ 7.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

อานิสงส์บวกต่อมาคือ ทาง JUBILE มีการนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะเพชรราว 70% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด และกำหนดราคานำเข้าเป็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มีการคาดว่าค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1 ปี 2564 ทำให้แนวโน้มต้นทุนของ JUBILE จะได้อานิสงส์จากค่าเงินบาท 2 ไตรมาสติด ๆ เป็นอย่างน้อย ในภาพรวมจากยอดขายที่คาดจะเติบโต

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะขายสินค้าไปยังลูกค้าต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอยู่ระหว่างศึกษาธุรกิจ ประเมินว่าหากช่องทางขายนี้ประสบความสำเร็จจะช่วยให้ JUBILE ลดต้นทุนคงที่จากการเปิดสาขาใหม่ได้ และเป็นการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 520.56 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 421.19 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขยับขึ้นมาอยู่ที่ 96.35 ล้านบาท หรือ 0.55 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 62.24 ล้านบาท หรือ 0.35 บาทต่อหุ้น สาเหตุหลักมาจากยอดขายจากสาขา และจากงาน JUBILEE MIDYEAR GRAND SALE

ขณะที่ ผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทมีรายได้จากการขายลดลงเหลือ 1,137.08 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,294.43 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรลดลงเหลือ 178.82 ล้านบาท หรือ 1.03 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 181.71 ล้านบาท หรือ 1.04 บาทต่อหุ้น ภาพรวมกำไรลดลงแม้ว่าผลการดำเนินงานเริ่มกลับมาดีขึ้นจากการเปิดล็อกดาวน์ในช่วงไตรมาส 3/2563 แต่สาเหตุหลักเกิดจากสาขาของบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในห้างสรรพสินค้าเกือบทั้งหมดต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ในช่วงไตรมาส 2 ส่งผลให้รายได้ของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลข้างต้น บล.เคจีไอ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26 บาท

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

  1. นายวิโรจน์ พรประกฤต 65,467,400 หุ้น 37.57%
  2. นางสุวัฒนา ตุลยาพิศิษฐ์ชัย 12,249,000 หุ้น 7.03%
  3. นายมนต์ชัย ลีศิริกุล 7,020,000 หุ้น 4.03%
  4. น.ส.อัญรัตน์ พรประกฤต 6,249,000 หุ้น 3.59%
  5. นายอัครพงศ์ พรประกฤต 6,007,500 หุ้น 3.45%

รายชื่อกรรมการ

  1. นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการบริษัท, กรรมการอิสระ
  2. นายวิโรจน์ พรประกฤต ประธานคณะกรรมการบริหาร, รองประธานคณะกรรมการบริษัท
  3. น.ส.อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
  4. นางสุวัฒนา ตุลยาพิศิษฐ์ชัย กรรมการ
  5. นายสหัสโรจน์ โรจน์เมธา กรรมการอิสระ