“กทม.” แจงไทม์ไลน์ 5 บุคลากรการแพทย์ ปฏิบัติงานใน ASQ-รพ.เอกชน ติด “โควิด”

“กทม.” แจงไทม์ไลน์ 5 บุคลากรการแพทย์ ปฏิบัติงานใน ASQ-รพ.เอกชน ติด “โควิด”

ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงการณ์ติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ในวันนี้ (8 ธ.ค.63) 4 ราย และเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) 1 ราย นั้น ทำงานอยู่ใน Alternative State Quarantine (ASQ) และโรงพยาบาลเอกชน

สำหรับ Timeline ผู้ป่วยทั้ง 5 ราย

รายแรก เป็นผู้ป่วยหญิง อายุ 26 ปี

– วันที่ 1 ธ.ค. ทำงานที่ ASQ กทม.โดยรับเวรต่อกับผู้ป่วยยืนยันรายที่ 3 ก่อนหน้านี้

– วันที่ 2 ธ.ค. ไปสัมภาษณ์ที่รพ.ฝั่งธนบุรี โดย MRT เดินทางกลับด้วย BTS

– วันที่ 3 ธ.ค. ทำงานที่รพ.เอกชนแหล่งหนึ่งเวลา 12.00 น. เริ่มมีอาการตัวร้อน, เวลา 19.00 น. มารพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อเก็บตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการ

– วันที่ 4 ธ.ค. เข้ารับการรักษาที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง, เวลา 19.00 น.ผลการตรวจพบเชื้อโควิด-19

รายที่ 2 เป็นผู้ป่วยหญิง อายุ 40 ปี

– วันที่ 2 ธ.ค. ทำการเก็บตัวอย่างแขก และสอนงานผู้ป่วยยืนยันรายที่ 4 โดยไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยที่ ASQ กทม. และไปบ้านญาติที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยรถยนต์ส่วนตัว

– วันที่ 3 ธ.ค. ทำงานที่ ASQ กทม. ส่งผู้ป่วยยืนยันเข้า รพ.ที่รถพยาบาล

– วันที่ 4 ธ.ค. เริ่มมีอาการ มีน้ำมูก ตัวร้อน, เวลา 17.00 น. ไปเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ ASQ กทม. หลังจากนั้นเข้ารับการรักษาที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ผลการตรวจพบเชื้อโควิด-19

รายที่ 3 เป็นผู้ป่วยหญิง อายุ 32 ปี

– วันที่ 2 ธ.ค. มารับคนจีน 16 เพื่อเข้า ASQ กทม. โดยพบผู้ป่วยยืนยันรายที่ 1 ร่วมปฏิบัติหน้าที่

– วันที่ 3 ธ.ค. ปฏิบัติงาน ASQ กทม.

– วันที่ 4 ธ.ค. ปฏิบัติงาน ASQ กทม. เวลา 19.00 น. เริ่มมีอาการคันคอและเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ ASQ กทม.

– วันที่ 6 ธ.ค. เข้ารับการรักษา ณ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ผลการตรวจพบเชื้อ

รายที่ 4 เป็นผู้ป่วยหญิง อายุ 25 ปี

– วันที่ 27 พ.ย. กินข้าวและนอนพักด้วยกันกับผู้ป่วยยืนยันรายที่ 2 เข้าไปวัดไข้แม่กับลูกสาวชาวรัสเซีย (+) ที่นอนหลับอยู่บนเตียง

– วันที่ 28 พ.ย. ปฏิบัติงานที่ ASQ กทม. และรับประทานอาการกลางวันกับผู้ป่วยยืนยันรายที่ 1 และ 2 (ซื้ออาหารกลางวันที่ตลาดวัดแขก โดยสวมหน้ากากอนามัย)

– วันที่ 29 พ.ย.เช้าเริ่มมีอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว

– วันที่ 30 พ.ย. เริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก

– วันที่ 1 ธ.ค. เริ่มไอ มีเสมหะ อาการมากสุด

– วันที่ 2 ธ.ค. ปฏิบัติงานที่ ASQ กทม.กับผู้ป่วยยืนยันรายที่ 2 พร้อมรับประทานอาหารกลางวัน(ส้มตำ)

– วันที่ 5 ธ.ค. ไปเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 เริ่มมีอาการท้องเสีย

– วันที่ 6 ธ.ค. ผลการตรวจพบเชื้อโควิด-19

รายที่ 5 เป็นเพศชาย อายุ 27 ปี

– วันที่ 3 ธ.ค. ทำงานที่ ASQ กทม.กับเจ้าหน้าที่ 1 คน รับประทานอาหารร่วมกัน

– วันที่ 4 ธ.ค. ไป SWAB ที่ ASQ กทม.พร้อมผู้ป่วยยืนยันรายที่ 2 และเวลา 15.00-23.00 น.ขึ้นเวรที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในแผนก ER

– วันที่ 5 ธ.ค. ไปเก็บตัวอย่างที่ห้องปฎิบัติการเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 เนื่องจากพบว่าผู้ร่วมงานเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19

– วันที่ 6 ธ.ค. ผลการตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 เข้ารับการรักษาที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง

ด้านสำนักอนามัย กทม. สันนิษฐานว่า เกิดจาก 3 สาเหตุ  คือ

1.ติดเชื้อจากผู้ที่ถูกกักกัน หรือ

2.ติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมของสถานที่กักกัน หรือ

3.ติดเชื้อระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกันเอง

โดย กทม. ร่วมกับกรมควบคุมโรค ทำความสะอาดสถานที่พักอาศัยของผู้ป่วย

นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ผู้ติดเชื้อเองทราบถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อสูงจากการดูแลคนที่เข้ามากักกันตัวจึงระวังตัวเองไม่พบผู้คนมากนักอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์เดียวที่จะทำให้เกิดการระบาดระลอกสอง super spreader ก็คือการแพร่ระบาดในสถานที่ที่มีการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก ดังนั้น ต้องขอให้สถานที่เสี่ยงที่มีการรวมตัวของคนเยอะๆ ให้ความร่วมมือทำตามมาตรการและคำแนะนำของ กทม.อย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม กทม.ได้ดำเนินการติดตามผู้ที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ 1 + 4 ราย แล้ว

“ในช่วงเวลานี้การแพร่ระบาดของ กทม. หากมีการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน หรือไม่กี่ราย คาดว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์นี้เพื่อรอวัคซีนได้”