กทม.ลุยตรวจโควิดกลุ่มเสี่ยง 800 คน โรงงาน “Big Star” หลังพบพนง.ติดเชื้อ 1 ราย

กทม.ลุยตรวจโควิดกลุ่มเสี่ยง 800 คน โรงงาน “Big Star” หลังพบพนง.ติดเชื้อ 1 ราย

พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจการคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มสัมผัสเสี่ยง ณ โรงงาน Big Star (บิ๊กสตาร์) ถนนพระรามที่ 2 ซอย 100 เขตบางขุนเทียน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยมี สืบเนื่องจากกรณีโรงงาน Big Star ได้มีการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 คนแรกเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.63

โดยจากนั้นวันที่ 22 ธ.ค.63 สำนักงานเขตบางขุนเทียน และสำนักอนามัยได้จัดทีมเจ้าหน้าที่เข้ามาล้างทำความสะอาดและฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงงาน และวันที่ 23 ธ.ค. 63 กรุงเทพมหานครได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทำการ SWAB กลุ่มเสี่ยงสูง จำนวน 200 คน ปรากฏว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 3 คน เป็นแรงงานชาวพม่า 2 คน และแรงงานไทย 1 คน

ในโรงงาน Big Star มีกลุ่มสัมผัสเสี่ยงรวมทั้งหมดประมาณ 800 คน ดังนั้น ทางสำนักอนามัยได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ มาดำเนินการตรวจคัดกรองกลุ่มสัมผัสเสี่ยงรองลงมาเพิ่มเติม จำนวน 199 คน ซึ่งมีทั้งแรงงานคนไทยและแรงงานต่างชาติ ด้วยวิธีการเก็บน้ำลายส่งตรวจที่แล็บของโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยขั้นตอนการดำเนินการ เริ่มด้วยการสอบประวัติผู้ตรวจ จากนั้นผู้ตรวจรับกระปุกเก็บน้ำลายซึ่งจะมีน้ำยา normalsaline 0.9% อยู่ภายใน ให้ผู้ตรวจอมน้ำลายไว้ในปาก 5 นาที แล้วบ้วนน้ำลายอย่างน้อย 2 ซีซี ลงในกระปุก

สำหรับวิธีการตรวจจากน้ำลายนี้สามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้เร็วกว่าการทำ SWAB  ความน่าเชื่อถือของผลการตรวจสอบอยู่ที่ 90% ส่วนการทำ SWAB ผลเชื่อถือได้ 95% ทั้งนี้หากตรวจน้ำลายแล้วพบมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะมีการทำ SWAB ผู้นั้นซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผลการตรวจที่ชัดเจนต่อไป

โดยรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ว่า วันนี้สำนักงานเขตบางขุนเทียนกับศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) 42 ได้ลงพื้นที่ตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ที่โรงงานบิ๊กสตาร์ ซึ่งโรงงานแห่งนี้มีพนักงานกลุ่มเสี่ยงประมาณ 800 คน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว

สำหรับกลุ่มเสี่ยงแรงงานต่างด้าวนั้น รัฐบาลและกรุงเทพมหานครมีนโยบายในการดำเนินการเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่จะตรวจให้ทั้งหมด ไม่อยากให้แรงงานต่างด้าวกังวลเรื่องนี้  หากพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จะใช้แนวทางการรักษาเดียวกับคนไทย เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป