สหรัฐระส่ำ! กลุ่มหนุน “ทรัมป์” บุกสภาก่อจลาจล ขวางรับรองชัย “ไบเดน” มีหญิงถูกยิงดับ 1 ราย

สหรัฐระส่ำ! กลุ่มหนุน “ทรัมป์” บุกสภาก่อจลาจล ขวางรับรองชัย “ไบเดน” มีหญิงถูกยิงดับ 1 ราย ล่าสุดตำรวจควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ) กลุ่มสนับสนุน “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐได้ก่อเหตุบุกเข้าอาคารสภาสหรัฐ (Capitol Hill) ระหว่างที่สภาอยู่ในขั้นตอนการรับรอง “โจ ไบเดน” ผู้นำพรรคเดโมแครต เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป

โดยผู้ประท้วงบุกเข้าถึงสภาคองเกรสและได้ปะทะกับตำรวจภายในสภา โดยตำรวจได้มีการฉีดแก็สน้ำตา ไล่ผู้ประท้วงออกไป ซึ่งมีการรายงานว่ามีการยิงปืนเกิดขึ้นโดยมีตำรวจบาดเจ็บหลายรายและมีผู้เสียชีวิต 1 คน เป็นเพศหญิง ขณะที่ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ดีซี ประกาศใช้เคอร์ฟิวในกรุงวอชิงตัน ดีซี และสั่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิสหรัฐเข้าควบคุมรัฐสภาสหรัฐ

เหตุการณ์ไม่สงบจนกลายเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรัฐสภาสหรัฐ มีสาเหตุจากกลุ่มผู้สนับสนุน “ทรัมป์” ซึ่งเป็นชาวอเมริกันที่อยู่ในเมืองหลวง กรุงวอชิงตัน ดีซี ได้รวมตัวประท้วงด้านหน้าตึกรัฐสภาสหรัฐเป็นจำนวนมาก จากนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว ได้บุกเข้าไปภายในห้องประชุมใหญ่ภายในตึกรัฐสภาสหรัฐ ขณะที่การประชุมของวุฒิสมาชิกกำลังดำเนินอยู่ เพื่อลงมติรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐลำดับที่ 46 คือ “โจ ไบเดน” จากคณะผู้เลือกตั้ง โดยมี “ไมค์ เพนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐ  ร่วมประชุมในห้องประชุมใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากผู้ประท้วงบุกเข้าสภาคองเกรส ทางสภาได้อพยพสมาชิกผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และหน่วยกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องไปอยู่ที่ปลอดภัย และหยุดขั้นตอนการรับรองไบเดนเป็นประธานาธิบดีไปชั่วคราว แต่ทางสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนยืนยันผ่านแหล่งข่าวว่าจะกลับมาดำเนินกระบวนการต่อให้เสร็จภายในวันนี้ (7 ม.ค.)

ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ในสหรัฐ ได้แก่ ทวิตเตอร์ สั่งปิดบัญชีทวิตเตอร์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 12 ชั่วโมง เช่นเดียวกับเฟซบุ๊กและยูทูปที่หลังพบว่า “ทรัมป์” ได้โพสต์คลิปวิดีโอสั้นที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่สงบ ก็ได้สั่งลบคลิปของ “ทรัมป์” ออกจากแพลตฟอร์ม โดยอ้างว่าคลิปดังกล่าวยุยงให้เกิดความรุนแรง หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุน “ทรัมป์” ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางการประกาศรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของ “ไบเดน”

ทั้งนี้ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐสามารถยึดคืนพื้นที่ในอาคารรัฐสภาได้สำเร็จแล้วในขณะนี้ ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางการประกาศรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดน โดยรายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดในอาคารรัฐสภา

เจ้าหน้าที่ฝ่ายอารักขาอาคารรัฐสภายืนยันว่า หญิงคนหนึ่งที่ถูกยิงในอาคารรัฐสภานั้นขณะนี้เสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบวัตถุระเบิดอย่างน้อย 2 ลูกบนพื้นของอาคาร

กลุ่มผู้ประท้วงได้บุกเข้าไปจนถึงด้านในของอาคารรัฐสภา รวมถึงห้องประชุมวุฒิสภา โดยผู้ประท้วงรายหนึ่งขึ้นไปยืนบนเก้าอี้นั่งสำหรับประธานวุฒิสภา และตะโกนว่า “ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้!”

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยเปิดเผยว่า มีผู้ประท้วงที่อยู่ในอาคารรัฐสภาอย่างน้อย 1 รายถูกยิง และพบว่ามีวัตถุระเบิดอย่างน้อย 1 ลูกอยู่บนพื้นของอาคารรัฐสภาทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอารักขาได้พาตัวรองปธน.ไมค์ เพนซ์ ซึ่งเป็นประธานในการประกาศผลการนับคะแนนของคณะผู้เลือกตั้ง ออกไปจากห้องประชุมวุฒิสภา และได้พานางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งเจ้าหน้าที่คนสำคัญรายอื่นๆ ไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย

ทางด้านปธน.ทรัมป์ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันทีที่ภาพข่าวการบุกอาคารรัฐสภาถูกเผยแพร่ออกไป โดยกล่าวว่า “พวกคุณต้องกลับบ้าน กลับบ้านเถิด เรารักคุณ คุณเป็นคนพิเศษ” แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทรัมป์ยังเน้นย้ำเรื่องโกงการเลือกตั้ง และยังไม่ยอมประกาศความพ่ายแพ้

ทางด้านวุฒิสมาชิกเจฟฟ์ เมอร์คลีย์ ได้ทวีตข้อความพร้อมกับโพสต์ภาพว่า “หีบบรรจุคะแนนของคณะผู้เลือกตั้งได้ถูกนำออกมาจากห้องประชุมวุฒิสภาได้สำเร็จ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่รีบนำออกมา กลุ่มผู้ประท้วงก็อาจจะนำไปเผา”

นางมูเรียล บาวเซอร์ นายกรัฐเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ได้ประกาศเคอร์ฟิวในกรุงวอชิงตัน เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ไปจนถึงวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น

เหตุจลาจลที่เหนือความคาดหมายในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สภาคองเกรสได้จัดการประชุมร่วมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนับผลคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีจากคณะผู้เลือกตั้ง โดยรองปธน.ไมค์ เพนซ์ ในฐานะประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง เป็นประธานการประชุมดังกล่าว และจะเป็นผู้ประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 270 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ก่อนที่จะเข้าทำพิธีสาบานตนในวันที่ 20 ม.ค.

ที่ผ่านมา การนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีจากคณะผู้เลือกตั้งในสภาคองเกรสแทบไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชน เนื่องจากผู้ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมักจะยอมรับความพ่ายแพ้หลังการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงมีความพยายามที่จะขัดขวางการประกาศให้นายโจ ไบเดนเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง โดยอ้างว่ามีการโกงการเลือกตั้ง แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่อย่างใดก็ตาม