PREB มั่นใจผลงานปี 64 โตกระโดด-ทยอยรับรู้รายได้ Backlog กว่า 8 พันล้าน

PREB มั่นใจผลงานปี 64 โตกระโดด ทยอยรับรู้รายได้ Backlog กว่า 8 พันล้าน

นายวิโรจน์  เจริญตรา รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จํากัด (มหาชน) หรือ PREB เปิดเผยผลการดำเนินงานปี2563 ว่า ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง  แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้างจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มาตลอดทั้งปี แต่บริษัทยังสามารถทำผลงานได้ดีมีกำไร และสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม  4,279.37 ล้านบาท ลดลงจาก ปี 2562 ที่มีรายได้ 4,295.43 ล้านบาท หรือลดลง 16.06 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 0.37% และมีกำไรสุทธิ  165.67 ล้านบาท  คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเฉลี่ย  0.54 บาทต่อหุ้น  โดยกำไรสุทธิปี2563 ลดลง 106.12 ล้านบาท จากงวดปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 271.79ล้านบาท หรือลดลง 39.04%

อย่างไรก็ตาม แม้กำไรสุทธิปี 2563 จะลดลงจากปี 2562  คณะกรรมการบริษัทยังมีมติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ  0.40 บาท  หรือจำนวนไม่เกิน 123.48 ล้านบาท คิดเป็นเงินปันผล  74.07% ของกำไรสุทธิ    “ถือเป็นการจ่ายเงินปันผลที่สูงกว่านโยบายปันผลที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50%ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการ (งบการเงินเฉพาะกิจการมีกำไรสุทธิ 166.60 ล้านบาท) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น และช่วยแบ่งเบาภาระในภาวะที่ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว คณะกรรมการจึงมีนโยบายให้จัดสรรกำไร มาจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นให้มากที่สุด โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 และกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 โดยจะเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติในการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นวันที่ 22 เมษายนนี้”

สำหรับสาเหตุที่บริษัทยังสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่องในปี 2563 ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว และการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19  ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม  เป็นผลจากความพยายามในการดำเนินธุรกิจและการลดต้นทุน ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อชดเชยกับยอดขายที่ลดลง ทำให้บริษัทฯ ยังสามารถทำกำไรสุทธิได้  โดยเป็นกำไรจากส่วนงานรับเหมาก่อสร้างเป็นสำคัญ โดยเฉพาะงานรับเหมาก่อสร้างที่เน้นงาน “ระดับซูเปอร์ ไฮเอนด์” ที่ต้องใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญระดับสูง ซึ่งมีคนทำได้น้อย จึงมีคู่แข่งไม่มาก ขณะที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ “ระดับซูเปอร์ ไฮเอนด์” ยังคงมีความต้องการในตลาด เพราะไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบไม่มากจากภาวะเศรษฐกิจ จึงทำให้บริษัทยังมีงานรับเหมาก่อสร้างต่อเนื่อง

“ที่สำคัญช่วงโควิดที่ผ่านมา เจ้าของโครงการมีการใช้รูปแบบ Close selection โดยเชิญผู้รับเหมาเข้าไปเจรจาเพียง 1-2 ราย และไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาต่ำสุด แต่เป็นการเลือกจากการบริหารจัดการและวางแผนร่วมกับเจ้าของโครงการเพื่อสร้าง VALUE ENGINEERING ให้งานก่อสร้างออกมาดีที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในราคาที่สมเหตุสมผล”  นายวิโรจน์กล่าว

นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการรับรู้รายได้จากบริษัทย่อยคือ บริษัทพรีบิลท์ ดีเวลลอปเม้นต์ ที่ทำโครงการอสังหาริมทรัพย์บ้านเดี่ยวระดับไฮเอนด์ “พรรณนา” ย่านพุทธมณฑลสาย 3   ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก โดยเริ่มรับรู้รายได้มาตั้งแต่ไตรมาส4ปี2563 ถือว่าการขยายธุรกิจมาลงทุนทำโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบของบริษัทเองได้เดินมาถูกทางแล้ว เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ ที่ต้องการบ้านระดับบนและระดับกลาง ยังคงมีความต้องการซื้อบ้านและเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจหรือได้รับผลกระทบไม่มาก

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2564 ว่า มั่นใจว่าปีนี้จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด จากปัจจุบันมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (backlog) ทั้งงานรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วง 3 ปี คือปี 2564-2565 และช่วงครึ่งปี2566  โดยปีนี้จะรับรู้รายได้ในสัดส่วนราว 50-60%  เพราะปีนี้จะเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการทำงานและการลงทุนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทยังคงเดินหน้าเข้าร่วมประมูลรับงานใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง

คำค้น