ปั๊ม GDP ในการเมืองแตก

สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ กระตุ้นประชาชนเอาเงินออมออกมาใช้จ่าย เพื่อให้จีดีพีปี 2564 โต 4% จากที่สภาพัฒน์ประเมิน 2.5-3.5% กนง.ลดจาก 3.2% เหลือ 3%

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ กระตุ้นประชาชนเอาเงินออมออกมาใช้จ่าย เพื่อให้จีดีพีปี 2564 โต 4% จากที่สภาพัฒน์ประเมิน 2.5-3.5% กนง.ลดจาก 3.2% เหลือ 3%

เศรษฐกิจกระตุ้นง่ายด้วยลมปาก? ใครอยากให้ความร่วมมือบ้าง คนรักประชาธิปไตยยังบอยคอต MK S&P อยู่เลย ชาวบ้านทั่วไปก็ไม่มีเงินใช้ ต้องให้คนชั้นกลางระดับบนคนมั่งมีที่เชียร์รัฐบาล เลิกพอเพียงแล้วไปงานมอเตอร์โชว์ซื้อรถใหม่

อยากให้คนท่องเที่ยวก็เพิ่มวันหยุด ส่งเสริมข้าราชการหลังยาว กลัวโควิด-19 ห้ามสาดน้ำ แต่อยากให้ไปเที่ยว “สงกรานต์ปลอม” กันเยอะ ๆ นี่ถ้าไม่ใช่เทศกาลรวมญาติคงไม่มีใครกลับต่างจังหวัด

ที่รัฐบาลทำได้จริงคือต่ออายุมาตรการแจกเงิน คนละครึ่ง ซึ่งเอาเงินอนาคตมาละลายน้ำ สร้างหนี้สาธารณะโดยไม่พัฒนาศักยภาพ แค่ทำให้คนหวังพึ่งไปเรื่อย ๆ เป็นประชานิยมชั้นต่ำ ยิ่งกว่าที่เคยด่านักการเมือง

อีกด้านก็แขวนปลาเค็มกลางโต๊ะข้าวต้ม กำหนดเปิดประเทศ วาดตัวเลขนักท่องเที่ยว ให้ภาคธุรกิจมีความหวัง ทั้งที่วัคซีนยังฉีดได้ไม่ถึงไหนเลย การประกาศเร่งระดมซื้อวัคซีน เท่ากับยอมรับว่ารัฐบาลประเมินสถานการณ์ผิด ฝากความหวังไว้กับ AstraZeneca จากสยามไบโอไซเอนซ์ “แทงม้าตัวเดียว” 61 ล้านโดส กว่าจะส่งมอบล็อตแรกเดือนมิถุนายน

กระทั่งวัคซีน COVAX ได้ฟรีทุกประเทศอาเซียน พี่ไทยก็ไม่เอา จนเวียดนามแซงหน้าได้ Astra 30 ล้านโดสก่อนเรา

โควิด วัคซีน เศรษฐกิจโลก แม้มีแนวโน้มดีขึ้นก็ผันผวนตลอด เกิดปัญหาใหม่ ๆ ที่ไม่คาดคิด แต่รัฐบาลเล็งผลเลิศ ขายฝันว่าไม่มีอะไรสะดุดเลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้

ขณะที่ทางการเมือง ม็อบ 20 มีนา ม็อบ 24 มีนา แสดงว่าพลังคนรุ่นใหม่ไม่ได้หายไปไหน ยังยืนหยัด “ทะลุเพดาน” อย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยว แม้บางส่วนอาจท้อว่าสู้ไปไม่ชนะ แต่ไม่เปลี่ยนความคิด คน Gen-Y Gen-Z ปฏิเสธความคิดค่านิยมความรักศรัทธาแบบคนรุ่นพ่อแม่อย่างสิ้นเชิง

ม็อบ 20 มีนา การสลายหมู่บ้านทะลุฟ้า 28 มีนา ปะทุความโกรธเกลียดตำรวจที่สั่งสมมา จนอ้างไม่ได้แล้วว่าตำรวจชั้นผู้น้อยทำตามคำสั่ง เป็นความเกลียดชังระดับวิชาชีพ ลามไปถึงทุกวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรม

ขนาดองค์กรสื่อ ยังเสื่อมไปด้วยกัน โดนเด็กย้อนว่าเก่งกับลุงพลแต่ไม่กล้าประณามตำรวจ

การแตกหักทางความคิดขยายไปทุกปริมณฑล โดยมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง เช่น โปรดิวเซอร์เพลง ยอมรับว่าเตะผู้หญิง แต่ทำเพราะจงรักภักดีสถาบัน ใครจะทำไม หรือคณบดีใช้อำนาจพลการ เอางานศิลปะใส่ถุงขยะ แล้วรัฐมนตรีที่ฝันจะส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ ก็ให้ท้าย ปิดกั้นเสรีภาพ

คำพูดแบบจุลเจิม ที่โกรธคนรุ่นใหม่เหมือนใบไม้ผลิ ยุให้ตัดต้นไม้ คล้ายอยากย้อนยุค 6 ตุลา โดยไม่คำนึงว่าจะต้องโหดเหี้ยมอำมหิตเพียงไร

มองภาพกว้างยังไม่ใช่แค่ม็อบคนรุ่นใหม่ การปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเย้ย “แก้ให้ได้ก็แล้วกัน” ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง พลังกลุ่มอื่น ๆ แม้แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยกันเริ่มโผล่ให้เห็น เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ก็จะขอแก้รัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว. แม้ยังไม่ถอนตัวจากรัฐบาล

หรือการที่ “ตู่ จตุพร” นัดม็อบไล่ประยุทธ์ แม้ดูไม่ค่อยมีราคา แต่ก็ประกาศในวง “สามัคคีประชาชน” ที่คนต่างสีมาร่วมกัน

สัญญาณการเมืองคือไม่สงบ เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จคิดแต่จะบังคับกดปราบ แล้วยังผูกขาดอำนาจจนฝ่ายอื่น ๆ ทนไม่ได้ สถานการณ์อย่างนี้ไม่สามารถประคองเป็นปกติจนถึงสิ้นปี จะปะทุเป็นระลอก รุนแรงเป็นช่วง ๆ

ฉะนั้นที่คิดว่าเศรษฐกิจพลิกฟื้นราบรื่น ก็จะไม่เป็นอย่างที่เล็งผลเลิศ