น้ำมันดิบปิดพุ่งหลังสต็อกฯในสหรัฐฯร่วง

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% เมื่อคืนนี้ (29 มิ.ย.) สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการที่อังกฤษลงมติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.03 ดอลลาร์ หรือ หรือ 4.2% ปิด (29 มิ.ย.) ที่ 49.88 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 2.03 ดอลลาร์ หรือ 4.2% ปิดที่ 50.61 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังจาก EIA เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 4.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 526.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) รายงานก่อนหน้านี้ว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 3.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 2.4 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Brexit หลังจากมีการคาดการณ์เป็นวงกว้างว่า ธนาคารกลางชั้นนำของโลกจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับผลกระทบจากปัจจัย Brexit

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนตลาดน้ำมันนิวยอร์ก โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคฐเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ในเดือนพ.ค. โดยปรับตัวขึ้น 0.4% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่วนดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญนั้น ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน