“กัณฑรา” ชี้ SET พักฐานเพื่อไปต่อ รับ Election Rally–วอลุ่มหนา ชูหุ้นแบงก์เด่น

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” ประเมิน SET พักฐานเพื่อไปต่อ จากแรงหนุน Election Rally และมูลค่าการซื้อขายที่เร่งตัว ผสานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาตามคาด แนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแรง ราคาไม่แพง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ยังมีอัพไซด์


นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการข่าวหุ้นเจาะตลาดวันนี้ (23 ม.ค.69) ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ แม้จะเผชิญแรงพักฐานระยะสั้น หลังดัชนีปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้า โดยการอ่อนตัวล่าสุดถือเป็นการปรับสมดุลของตลาด เพื่อคลายภาวะร้อนแรงจากการปรับขึ้นกว่า 70–80 จุด ในระยะเวลาไม่นาน และเป็นการสะสมพลังเพื่อการขยับขึ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้สัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนชัด คือ มูลค่าการซื้อขายที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับราว 20,000–30,000 ล้านบาทต่อวันในช่วงก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 60,000 ล้านบาท สะท้อนการกลับเข้ามาของแรงซื้อจากนักลงทุนจำนวนมาก หลังตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะ “ถูกแต่ไร้ความสนใจ” มาเป็นเวลานาน

ดังนั้นการปรับขึ้นรอบนี้เป็นการสะท้อนปัจจัยพื้นฐานมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น แม้ยังอาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงอย่างเต็มที่ แต่ทิศทางโดยรวมเริ่มมีความแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งผลประกอบการที่ทยอยประกาศออกมาอยู่ในระดับ “เป็นไปตามคาด” ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และยังไม่มีปัจจัยลบที่ต่ำกว่าคาดให้กังวล

สำหรับแรงขายในหุ้นธนาคารบางตัวหลังงบออกมา มองว่าเป็นเพียงแรงขายทำกำไรระยะสั้น และยังเป็นจังหวะในการทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มธนาคารไทยยังแข็งแกร่ง และสามารถทำหน้าที่พยุงตลาดได้ต่อไป

ขณะเดียวกันภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4/68 คาดว่าจะออกมาใกล้เคียงหรือดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยราคาหุ้นหลายตัวที่ปรับขึ้นแรง สะท้อนปัจจัยพื้นฐานแกร่งและราคาถูกมานาน มากกว่าการปรับขึ้นเกินพื้นฐาน

ในด้านปัจจัยภายนอกตลาดยังได้รับแรงหนุนจากกระแส Election Rally ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงสถิติที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน ประกอบกับความคาดหวังต่อการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI ซึ่งเปิดโอกาสให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย หากตลาดเกิดใหม่บางประเทศถูกลดความน่าสนใจลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ “ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล” หลังการเลือกตั้ง โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากผลเลือกตั้งสะท้อนเสียงข้างมากที่ชัดเจน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็วภายในกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อตลาดทุน และเปิดทางให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อได้ แตกต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่ใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลยาวนานหลายเดือน

ในกรณีที่รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ และสามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นตลาดทุนและการทบทวนมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดเกินไป จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

เนื่องจากตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ยังไม่ถือว่าแพง เนื่องจากดัชนีเริ่มต้นจากระดับต่ำใกล้ 1,200 จุด และหากไม่นับผลกระทบจากหุ้นขนาดใหญ่บางตัว ดัชนีอาจยังอยู่ในระดับต่ำกว่านี้ด้วยซ้ำ ส่งผลให้ Upside ของตลาดยังเปิดกว้าง หากความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาอย่างเต็มที่

นอกจากนี้การยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนผ่านการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ คดีค้างคาในตลาดทุน สภาพคล่องที่ลดลง และจำนวนการเสนอขายหุ้นใหม่ที่ซบเซา จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

Back to top button