
แบงก์ชาติญี่ปุ่น คงดอกเบี้ย 0.75% รับความไม่แน่นอน หลัง “ทาคาอิจิ” ประกาศยุบสภา
ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีมติ 8 ต่อ 1 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา เตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไป
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า วันนี้ (23 ม.ค.69) การประชุมนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 8 ต่อ 1 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% ตามคาดการณ์ของตลาด เพื่อสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ยังมีความเปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
แม้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มวงจรปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ BOJ ยังคงแสดงท่าทีระมัดระวังต่อความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพันธบัตรและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมีสัญญาณจากคณะกรรมการบางส่วนที่เปิดช่องให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2569 หากข้อมูลเศรษฐกิจเอื้ออำนวย
ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมชะลอลงมาอยู่ที่ระดับ 2.1% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เริ่มผ่อนคลาย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนท่าทีระมัดระวังของ BOJ ต่อการปรับนโยบายการเงินในระยะสั้น
มาร์เซล ทีเลียนต์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ประเมินว่า มีความเป็นไปได้เกือบแน่นอนที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น จะเดินหน้าสู่เส้นทางการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม แม้โทนการสื่อสารของ BOJ จะออกมาในเชิงเข้มงวด ค่าเงินเยนกลับอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังการตัดสินใจดังกล่าว โดยนักลงทุนในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ ระบุว่า ตลาดยังชะลอการเปิดสถานะลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อรอความชัดเจนเพิ่มเติมจากถ้อยแถลงของผู้ว่าการ BOJ
ช่วงเช้าวันเดียวกัน ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร อย่างเป็นทางการ เปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขอฉันทามติจากประชาชนต่อแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาการรณรงค์หาเสียงที่สั้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น
ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หลังรับตำแหน่งเพียง 3 เดือน
ทาคาอิจิ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ในช่วงที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) เผชิญความอ่อนแอทางการเมือง หลังสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา ส่งผลให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขนาดเล็กอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (Ishin)
แม้รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ แต่โครงสร้างรัฐบาลผสมดังกล่าวทำให้ฐานอำนาจในรัฐสภาอยู่ในภาวะเปราะบาง และเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพและระดับราคาสินค้าที่ยังไม่คลี่คลาย ขณะที่การดำเนินนโยบายระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองและเสียงสนับสนุนที่ชัดเจนมากขึ้น
ในบริบทดังกล่าว การตัดสินใจยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไป จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามขอความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในระยะถัดไป

