2 โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” MICRO ชูหุ้นท็อปพิค ลุ้นกำไร 3 ปีโตเฉลี่ย 39%

 2 โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ” MICRO ชูหุ้นท็อปพิค เคาะเป้าสูง 12.20 บ./หุ้น ลุ้นกำไร 3 ปีโตเฉลี่ย 39% ตามพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และยังรับประโยชน์จากทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้รวบรวมบทวิเคราะห์ทีเกี่ยวข้องกับหุ้น บริษัท ไมโครลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MICRO ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงปี 2564-2566 จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ตามพอร์ตสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และยังรับประโยชน์จากทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ MICRO โดดเด่นจากผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกรายอื่นๆ คือประสบการณ์ของทีมบริหารที่เปิดอู่ซ่อมรถบรรทุกเชิงพาณิชย์มามากถึง 47 ปี ทำให้ทีมผู้บริหารมี know-how เกี่ยวกับอะไหล่รถบรรทุกในระดับสูง ทำให้สามารถประเมินมูลค่ารถบรรทุกที่เป็นหลักประกันได้อย่างแม่นยำ

ทั้งนี้คาดว่า MICRO จะรายงานกำไรปี 2564/65/66 ที่ 223 ล้านบาท 302 ล้านบาท 366 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่น่าประทับใจในระดับ 39.4%

โดยการค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นของกลุ่มการขนส่ง งานก่อสร้าง และภาคเกษตร เป็นการยืนยันถึงแนวโน้มขาขึ้นของอุปสงค์การใช้รถบรรทุกมือสอง หลังจากสัดส่วนรถบรรทุกมือสองพุ่งสูงขึ้นเป็น 57% ต่อจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนทั้งหมดในปี 2563 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19

ขณะนี้ MICRO กำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของตนในตลาดรถบรรทุกมือสองจาก 3.8% ในปี 2561 เป็น 7.7% ในไตรมาส 1/2564 จึงเชื่อว่า MICRO จะชิงส่วนแบ่งตลาดรถบรรทุกมือสองจากทั้งผู้เล่นรายใหญ่และผู้เล่นท้องถิ่นได้อย่างต่อเนื่องจึงได้ คำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายกลางปี 2565 ที่ 11 บาท มีแรงหนุนจาก CAGR 39.4% สำหรับกำไรปี 2564-66

ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มีมุมมอง Neutral ต่อการเข้าร่วมประชุม Analyst Meeting เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2021 เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ไม่ได้กระทบต่อประมาณการของบล.โนมูระ พัฒนสิน อย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริหารคงเป้าสินเชื่อรวมในปี 2561-2565 เติบโตเฉลี่ยปีละ 30% สำหรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2564 ผู้บริหารมองว่าอยู่ที่ 2,000-2,500 ล้านบาท จากปี 2563 ที่ 1,303 ล้านบาท ซึ่งไตรมาส 1 ปี 2564 ทำได้ที่ 485 ล้านบาท สำหรับยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงเดือนเมษายนชะลอตัวลงเล็กน้อย เพราะมีวันหยุดค่อนข้างมากตามฤดกูาลและการระบาดของโรค COVID-19รอบใหม่ แต่เดือนพฤษภาคมยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เริ่มดีขึ้น

สำหรับเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ ผู้บริหารมองว่ายังไม่น่ากังวล โดย NPL Ratio ไตรมาส 1 ปี 2564 ที่ 3.64% ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ 3.82% ซึ่งผู้บริหารยังคงเป้า NPL Ratio ไม่เกิน 3% ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2564 ถึงปี 2566 คาดเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบจากปีก่อน ผลักดันหลักจากสินเชื่อรวมเติบโต จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ความต้องการรถบรรทุกเก่ามีเพิ่มมากขึ้น, การเติบโตของค่าธรรมเนียมการขายประกัน

ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 12.20 บาท/หุ้น และคงเป็น Top Pick ของกลุ่ม Consumer Finance คู่กับ TIDLOR เพราะการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ย(NII) จากสินเชื่อรวมเติบโต, การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (NonNII) จากการเติบโตของค่าธรรมเนียมการขายประกัน ผลักดันให้กำไรสุทธิปี 2564-2566 เติบโตเฉลี่ย 39% ต่อปี สำหรับคุณภาพสินทรัพย์คาดดีขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จาก NPL Ratio ปรับระดับลง จากมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นทำให้การชำระหนี้ของลูกหนี้ดีขึ้น

Back to top button