BRI แย้มผลงาน Q1 โตเด่น ตุนแบ็คล็อก 3.2 พันลบ. วางเป้า 3 ปี รายได้แตะ 1.3 หมื่นลบ.

BRI แย้มผลงานไตรมาส 1/2565 โตเด่น ตุนแบ็กล็อก 3.2 พันลบ.ทยอยรับรู้ไตรมาส 1-2 ปีนี้ วางเป้า 3 ปี (65-67) รายได้โตแตะ 1.3 หมื่นลบ.


นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI เปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 3 มี.ค.2565 ว่า บริษัทเป็นแบรนด์ธุรกิจน้องใหม่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครกงการ อสังหาริมทรัพย์ในแนวราบภายใต้ 4 แบรนด์หลัก ซึ่งแบ่งตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและรูปแบบของโครงการ ได้แก่

1.) แบรนด์  “เบลกราเวีย” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ระดับราคาอยู่ที่ 20-50 ล้านบาท, 2.) แบรนด์  “แกรนด์บริทาเนีย” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด ระดับราคาอยู่ที่ 8-20 ล้านบาท, 3.) แบรนด์ “บริทาเนีย” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับราคาอยู่ที่ 4-8 ล้านบาท และ 4.) แบรนด์ “ไบรตัน” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับราคาอยู่ที่ 2.5 -4 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการปี 2564 ของ BRI “ออลไทม์ไฮ” โดย ณ สิ้นปี 64 มีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ราว 3,200 ล้านบาท หลักๆจะมาจาก  แบรนด์ BRITANIA และ GRAND BRITANIA ซึ่งจะทยอยโอนเข้ามาในไตรมาส 1 และ 2 ปีนี้ทั้งหมด โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2565 คาดว่าจะเติบโตทั้งเทียบไตรมาสก่อนหน้า และเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดไปช่วงปลายปี 2563

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการปี 2565 หลังจากบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยบริษัทพร้อมเดินหน้าเพื่อสร้างการเติบโตเนื่อง โดยเน้นกลยุทธ์การเติบโตภายใต้คอนเซปท์ Growth Together โดยธีมนี้จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.การขยายตัวไปในพื้นที่ต่างๆทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล และมีเพิ่มเข้ามาอาทิ จ.อุดรธานี,ขอนก่อน,ชลบุรี และระยอง

2.การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรไตรมาส 1/2565 การร่วมทุนกับพันธมิตรและเจ้าของที่ดิน การสร้างพันธมิตรให้ครบครั้น เช่น การจับมือกับ GUNKUL ในการพัฒนาพลังงานสะอาดใช้พลังงานโซลาร์รูฟ เพื่อเติมเต็มในการใช้ชีวิตและการเป็นอยู่ที่ดีสำหรับลูกค้า และ 3.การรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้องค์เติบโตมั่นคงยั่งยืน

สำหรับปี 2565 มีแผนเปิด 12 โครงการใหม่มูลค่าประมาณกว่า 13,400 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดพรีเซลราว11,000 ล้านบาท และยอดโอนคาดว่าอยู่ที่  7,250 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิดตั้งแต่ไตรมาส 1/2565 ถึงไตรมาส 4/2565 แบ่งเป็นดังนี้  ไตรมาส 1/2564 เปิด 1 โครงการ ประมาณ 700-800 ล้านบาท  และในไตรมาส 2/2565 เปิด 1 โครงการมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท ไตรมาส 3/2565 เปิด 4 โครงการมูลค่า 3 พันกว่าล้านบาท และไตรมาส 4/2565 เปิด 6 โครงการมูลค่า 6 พันกว่าล้าน สำหรับปี 2564 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดทั้งหมด 19 โครงการ มูลค่า 7 พันกว่าล้านบาท

อย่างไรก็ตามบริษัทวางแผนธุรกิจช่วง 3 ปี (2565-2567) เติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2565 ตั้งเป้าเปิด 12 โครงการมูลค่า 1.34 หมื่นล้านบาท  รายได้เติบโต 7,250 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเติบโต 31-32% และกำไรสุทธิเติบโต 16% โดยทั้ง 12 โครงการ จะทยอยเปิดในไตรมาส 1/2565 ถึงไตรมาส 4/2565 แบ่งเป็นไตรมาส 1/2564 เปิด 1 โครงการ ประมาณ 700-800 ล้านบาท  และในไตรมาส 2/2565 เปิด 1 โครงการมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท ไตรมาส 3/2565 เปิด 4 โครงการมูลค่า 3 พันกว่าล้านบาท และไตรมาส 4/2565 เปิด 6 โครงการมูลค่า 6 พันกว่าล้าน สำหรับปี 2564 ที่ผ่านมาบริษัทเปิดทั้งหมด 19 โครงการ มูลค่า 7 พันกว่าล้านบาท

ส่วนปี 2566 ตั้งเป้าเปิดโครงการมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท รายได้เติบโต 1 หมื่นล้านบาท กำไรขั้นต้นเติบโต 31-32% และกำไรสุทธิเติบโต 16.5% และปี 2567 ตั้งเป้าเปิดโครงการมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท รายได้เติบโต 1.3 หมื่นล้านบาท กำไรขั้นต้นเติบโต 31-32% และกำไรสุทธิเติบโต 17%

ส่วนสถานการณ์โควิดปัจจุบันบริษัทได้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากผลกำไรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทได้หันมาทำการตลาดออนไลน์มากขึ้นทั้งในส่วนการหาลูกค้าและการขาย และบริษัทได้มีการพัฒนาระบบเพื่อเข้าถึงลูกค้าและทีมขายให้เข้าถึงสินค้าและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะมีการล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่าสนทางบริษัทได้มีการนัดหมายลูกค้าเป็นส่วนตัวเพื่อตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง

Back to top button