MASTER เทรดสนั่น! ลุ้นวิ่งแตะเป้า 65 บ. ตอกย้ำ “รพ.ศัลยกรรม” รายแรกตลาดทุน

MASTER ลงสนามเทรดวันแรก ลุ้นวิ่งชนเป้า 65 บาท ชูความเป็นผู้นำ “รพ.ศัลยกรรม” นำเงินระดมทุนขยายธุรกิจ ปรับปรุง-ก่อสร้างพื้นที่ให้บริการ รองรับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ม.ค.66) บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เตรียมเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มบริการ

โดย MASTER ดำเนินธุรกิจสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงามครบวงจรภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช” ตั้งอยู่ที่ถนนสุโขทัย แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ให้บริการศัลยกรรมได้หลากหลาย อาทิ ศัลยกรรมเสริมจมูก ศัลยกรรมยกคิ้วและกรอบหน้า ศัลยกรรมหน้าอก ศัลยกรรมดูดไขมันปรับรูปร่าง ศัลยกรรมตา ศัลยกรรมปรับโครงสร้างรูปหน้า เป็นต้น

รวมถึงการปลูกผม ดูแลเส้นผม และให้บริการดูแลผิวพรรณและเลเซอร์ ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัยและได้รับมาตรฐานระดับสากล โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีจำนวนเตียงให้บริการ 7 เตียง บนพื้นที่ให้บริการ 4,267 ตารางเมตร มีแพทย์ 41 ท่าน บุคลากร 533 คน และมีรายได้หลักมาจากการให้บริการศัลยกรรมร้อยละ 80

นอกจากนี้ ในปี 2565 บริษัทได้ทำข้อตกลงกับสถาบัน Korean College of Cosmetic Surgery และสถาบัน Face Design จากประเทศเกาหลี เพื่อให้คำปรึกษาระหว่างแพทย์กับแพทย์ ยกระดับการให้บริการศัลยกรรมความงามของโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช

ทั้งนี้ MASTER มีทุนชำระแล้ว 240 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 190 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญเพิ่มทุน 50 ล้านหุ้น นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมจะนำหุ้นออกขาย 15 ล้านหุ้น โดยเสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 48.75 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 9.75 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทไม่เกิน 6.5 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2566 ในราคาหุ้นละ 46 บาท คิดเป็นมูลค่าขาย IPO 2,990 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 11,040 ล้านบาท

โดยการกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 36.85 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565) ซึ่งเท่ากับ 299.61 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.25 บาท โดยมีบริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญร่วม

ด้าน นายแพทย์ ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MASTER เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดให้บริการมากว่า 9 ปี เริ่มจากคลินิกเสริมความงาม จนพัฒนาและยกระดับเป็นโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ซึ่งมีมาตรฐานการให้บริการระดับเดียวกับมาตรฐานโรงพยาบาล ให้บริการด้านการศัลยกรรมครบวงจรโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านการศัลยกรรม

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปใช้ลงทุนก่อสร้างและปรับปรุงอาคารเพื่อขยายพื้นที่ศูนย์บริการและสำนักงานฯ รองรับบริการที่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงอาคารและห้องผ่าตัดบนพื้นที่โรงพยาบาลเดิม จัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

โดย MASTER มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ กลุ่มครอบครัวมาศฉมาดล ถือหุ้น 67.97% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ ภายหลังการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และการจัดสรรเงินทุนสำรองต่างๆ

ทั้งนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินราคาเป้าหมายปี 2566 ของ MASTER เท่ากับ 65 บาท คาดกำไรสุทธิปี 2566 จะเติบโตสูง 92% จากปีก่อน และคาดกำลังการให้บริการของห้องผ่าตัดใหม่จะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2566 จึงคาดกำไรสุทธิปี 2566 ยังโตสูง 38.2% จากปีก่อน และคาดกำไรสุทธิ 3 ปีข้างหน้าโตเฉลี่ย 23% CAGR โดยธุรกิจโรงพยาบาลศัลยกรรมมีอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูงด้วยอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 58% และอัตรากาไรสุทธิ 24%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินราคาพื้นฐานปี 2566 อิงวิธี DCF อยู่ที่ 64 บาท คิดเป็น P/E ที่เพียง 33 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหลักทรัพย์ที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันอย่าง KLINIQ

พร้อมคาดช่วงที่เหลือของปีมีปริมาณลูกค้าเข้ารับบริการเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องหนุนรายได้โรงพยาบาลและมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A/Sales) ลดลงจากไตรมาสก่อนจากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษเข้ามาครั้งเดียวเหมือนไตรมาสก่อน ส่งผลให้กำไรทั้ังปีคาดที่ 311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.0% จากปีก่อน (และกำไรปกติอยู่ที่ 319 ล้านบาท สูงขึ้น 127.9% จากปีก่อน) และรายได้โรงพยาบาลสูงขึ้น 114.8% จากปีก่อนเป็น 1,417 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มปี 2566 คาดตลาดเสริมความงาม, อุปสงค์ด้านศัลยกรรมขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้งการปรับปรุงพื้นที่โรงพยาบาลเดิมทำให้รองรับลูกค้าได้มากขึ้นและ Rev/Bill ที่สูงขึ้นนั้นช่วยหนุนทั้งรายได้และมาร์จิ้นดีขึ้นตามหักลบกับ SG&A/Sales ที่เพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายการตลาด, พนักงาน

ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิที่ 468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.4% จากปีก่อน ภายใต้สมมติฐานรายได้โรงพยาบาลที่ 2,177 ล้านบาท สูงขึ้น 53.7% จากปีก่อน

Back to top button