“ดาวโจนส์” ปิดร่วง 537 จุด ผวาความขัดแย้ง “สหรัฐ-อิหร่าน” ดันราคาน้ำมันพุ่ง

ดาวโจนส์ร่วง 537 จุด ถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน จุดประกายความกังวลด้านเงินเฟ้อและหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (15 พ.ค.) โดยได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเข้าไปจุดประกายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดที่ระดับ 49,526.17 จุด ลดลง 537.29 จุด หรือลดลง 1.07% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับ 7,408.50 จุด ลดลง 92.74 จุด หรือลดลง 1.24% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ระดับ 26,225.15 จุด ลดลง 410.08 จุด หรือลดลง 1.54%

โดยภาพรวมของดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยแต่ละดัชนีร่วงลงมากกว่า 1% หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและความกังวลต่อสภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าพันธบัตรกลายเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจมากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนี S&P500 จะเผชิญกับแรงขาย แต่ยังคงสามารถปิดแดนบวกได้อย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่เคยทำสถิติปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 9 สัปดาห์จนสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2566 ในทางกลับกัน ดัชนี Nasdaq และดัชนีดาวโจนส์ต่างปรับตัวลดลงในรอบสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ยุติสถิติขาขึ้นที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ลง

สำหรับปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น มาจากถ้อยแถลงในเชิงแข็งกร้าวระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสองประเทศจะสามารถดำเนินต่อไปได้ยาวนานหรือไม่ พร้อมทั้งลดทอนความหวังที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ จะสามารถกลับมาสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววัน

นอกจากนี้ การพบปะหารือกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้สิ้นสุดลงโดยแทบจะไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมออกมา ขณะเดียวกัน ทางการจีนก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการเข้ามาช่วยคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนอย่างหนักจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกในวันที่ถูกขนานนามว่า Liberation Day ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้เพิ่มมากขึ้นว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดจากสงครามอิหร่านกำลังขยายวงกว้างออกไป

วันศุกร์ที่ผ่านมายังถือเป็นวันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ของนายเจอโรม พาวเวล ในขณะที่นายเควิน วอร์ช ซึ่งเป็นว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญจากความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากสงครามกับอิหร่านยังคงยืดเยื้อและเป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

อ้างอิงข้อมูลจากเครื่องมือ CME Group FedWatch tool พบว่า โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับ 40% จากระดับ 13.6% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นนั้น เมื่อพิจารณาในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P500 พบว่า มีเพียงหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.3% ในขณะที่อีก 10 กลุ่มที่เหลือล้วนปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มวัสดุและกลุ่มสาธารณูปโภคที่เผชิญกับการปรับตัวลงหนักที่สุด

นอกจากนี้ ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ได้ร่วงลง 4% โดยได้รับแรงกดดันจากการเทขายหุ้นในกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์จากกระแส AI hyperscaler ส่งผลให้หุ้น บริษัท เอ็นวิเดีย หรือ Nvidia และหุ้น บริษัท แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ หรือ AMD ปรับตัวร่วงลง 4.4% และ 5.7% ตามลำดับ ขณะที่หุ้น บริษัท อินเทล หรือ Intel ร่วงลง 6.2%

ในส่วนของหุ้น บริษัท ไมโครซอฟท์ หรือ Microsoft สามารถพุ่งขึ้นได้ 3.1% ภายหลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ Pershing Square ซึ่งบริหารโดยนายบิล แอคแมน ได้เข้ามาร่วมลงทุนในบริษัท ขณะที่หุ้น บริษัท เดกซ์คอม หรือ Dexcom พุ่งขึ้น 6.6% หลังจากที่ทางบริษัทอุปกรณ์การแพทย์แห่งนี้ได้ประกาศแต่งตั้งกรรมการอิสระจำนวน 2 ท่าน พร้อมทั้งดำเนินการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทร่วมกับนักลงทุนเชิงกิจกรรมอย่าง Elliott Investment Management

ปิดท้ายที่หุ้น บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ หรือ Ford ที่ปรับตัวร่วงลง 7.5% หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคา Ford ได้พุ่งทะยานขึ้นเกือบ 21% ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 วัน โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังของนักลงทุนที่มีต่อธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานของบริษัท

Back to top button