ผู้ถือหุ้น DELTA ไฟเขียว แตกพาร์ 10 สต. พ่วงปันผล 4 บ. รับทรัพย์ 28 เม.ย.นี้

ผู้ถือหุ้น DELTA ไฟเขียวแตกพาร์เหลือหุ้นละ 0.10 บาท จากเดิม 1 บาท ลุ้นเทรดพาร์ใหม่ไม่เกินเดือน เม.ย.นี้ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผล 4 บาท/หุ้น เตรียมรับทรัพย์ 28 เม.ย.นี้


นายจาง ช่าย ซิง กรรมการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2566 ได้มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ของหุ้นสามัญของบริษัท จากเดิมมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เป็นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท

รวมถึงอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 จากกำไรสุทธิของบริษัทในอัตรา 4 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น 4,989,526,456 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 1 มี.ค. 2566 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เม.ย. 2566

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายแจ็คกี้ จาง ประธาน DELTA กล่าวว่า เรื่องการแตกพาร์จาก 1 บาท เหลือ 0.10 บาท ต้องขึ้นอยู่กับการประชุมสามัญใหญ่ผู้ถือหุ้นวันที่ 7 เม.ย. 2566 หากได้รับการอนุมัติจากมติของผู้ถือหุ้น บริษัทจะมีการแจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าจะใช้เวลา 14 วันทำการ หลังจากนั้นจะดำเนินการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอาจต้องมีการประกาศอีกประมาณ 3 วันทำการถึงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ หากเป็นไปตามแผนคาดไม่เกินเดือน เม.ย.นี้

โดยปี 2566 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 10-20% จากปีก่อน ที่ตามปกติบริษัทจะตั้งเป้าการเติบโตเป็น Double Digit ทุกปีอยู่แล้ว ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ค่อนข้างมีความไม่แน่นอนในสภาวะเศรษฐกิจ และตลาดวัตถุดิบ โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลักเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราที่แข็งแกร่งในระดับประมาณ 20-30% ต่อเนื่อง และปีที่ผ่านมาบริษัทได้แรงหนุนจากธุรกิจ EV และแนวโน้ม Smart Solution ที่มีการขยายตัวมากขึ้น จึงทำให้มีโอกาสในการเพิ่มยอดขายให้บริษัท

ส่วนด้านแผนการลงทุนในปี 2566 มีการขยับเพิ่มเป็น 180-200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและกำลังการผลิตครอบคลุมทั้งในประเทศไทย อินเดีย และยุโรป ที่ล่าสุดมีการตั้งบริษัทย่อยที่ฮังการี เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุโรปที่คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ไม่เกินปี 2569 ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการลงทุน รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในไทยซึ่งเป็นการลงทุนมาต่อเนื่อง ตามแผนจะเปิดโรงงานแห่งใหม่ (โรงงานที่ 8) ภายในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2566 และที่อินเดียคาดว่าเปิดให้บริการโรงงานอีก 2 แห่งในช่วงปลายปี 2566

Back to top button