จ่อขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ “รัฐบาลก้าวไกล” ส่อง 8 หุ้นได้ประโยชน์ 

คัด 8 หุ้นจ่อรับนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของ “รัฐบาลก้าวไกล” หากตั้งรัฐเสร็จภายใน 100 วันขึ้นทันที คาดเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เลือกหุ้นคาดได้ประโยชน์ กลุ่มการเงิน SAWAD, AEONTS กลุ่มเครื่องดื่ม OSP, ICHI กลุ่มไอชีที ADVANC, TP และกลุ่ม Tech Consult อาทิ BE8, BBIK


ภาพรวมการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น เมื่อทางพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าจะสนับสนุนพรรคก้าวไกลเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ยังมีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพในท้ายที่สุด โดยนโยบายสำคัญที่สอดคล้องกันของ 2 พรรคแกนนำนโยบายหนึ่งคือ การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะปรับขึ้นอยู่ในระดับใด

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ หากเป็นไปตามนโยบายพรรคก้าวไกลอาจจะผลกระทบเชิงลบระยะสั้นต่อกำไรตลาดบ้าง แต่อาจจะกระทบทางบวกหากรัฐบาลใหม่มีการออกนโยบายชดเชยผลกระทบดังเช่นในอดีต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีในวงกว้าง และค่อนข้างเน้นช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม SME ส่วนผลกระทบระยะกลางคาดว่าจะค่อนข้างจำกัด จากอำนาจซื้อของแรงงานที่เพิ่มขึ้นช่วยชดเชยผลกระทบ รวมถึงผลกระทบการลงทุนจากต่างประเทศระยะกลางที่เชื่อว่าน้ำหนักบวกหลักจะอยู่ทีความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันที่ชัดเจน และอาจจะเห็นภาพบวกดังเช่นในอดีต หากนโยบายรัฐบาลใหม่ก่อให้เกิดความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติได้จริง อย่างไรก็ตามภายใต้ความเสี่ยงแรงกดดันจากประเด็นดังกล่าวในระยะถัดไป

ส่วนผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) จากการปรับเพิ่มค่าแรงในอดีต โดยอิงกรณีศึกษาตั้งแต่ปี 2552 พบว่า การปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในอัตราสูงเกิดขึ้นในปี 2554 ขณะที่ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ตอบรับเชิงลบแต่กลับตอบรับในเชิงบวกเนื่องจากแม้จะเป็นการขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด แต่มาพร้อมกับมาตรการช่วยเหลือทางภาษีได้แก่การลดภาษีบริษัทจดทะเบียนจากระดับ 30% สู่ 23% และ 20% ในที่สุด ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนมากกว่าส่วนเพิ่มต้นทุนค่าแรงที่เกิดขึ้นประกอบกับในช่วงดังกล่าวยังมีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากระดับภูมิภาคหลังน้ำท่วม ขณะที่การลงทุนเครื่องจักรใหม่หลังน้ำท่วมที่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมดีขึ้นหนุนประสิทธิภาพกำไรบริษัทจดทะเบียนทางอ้อม

ขณะที่ผลกระทบต่อกระแสเงินลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย (Fund Flow) ซึ่งการลงทุนตอบสนองเป็นเชิงบวกแม้จะมีการปรับขึ้นค่าแรง แต่น่าจะเกิดจากแรงหนุนของนโยบายการกระตุ้นหลังน้ำท่วมที่มีการปรับลด Corporate Tax ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นนโยบายที่รอบด้านและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต จะเป็นน้ำหนักหลังของการลงทุนมากกว่ามิติในเรื่องค่าแรงที่เพิ่มขึ้น นั่นหมายถึง ทีมเศรษฐกิจใหม่จำเป็นต้องมีนโยบายอื่นๆที่ช่วยเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง

สำหรับเชิงกลยุทธ์การลงทุน บล.กรุงศรี พัฒนสิน  แนะนำเน้นลงทุนหุ้นรับผลบวกจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำคาดจะบวกต่อกำลังซื้อของประชาชน และกลุ่มที่กระทบจากค่าแรงน้อยที่สุด รวมถึงมีพื้นฐานปัจจุบันแข็งแกร่ง โดยเลือกกลุ่มการเงินได้แก่ SAWAD, AEONTS กลุ่มเครื่องดื่มได้แก่ OSP, ICHI กลุ่มไอชีที ได้แก่ ADVANC, TP, และกลุ่ม Tech Consult อาทิ BE8, BBIK

บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD มองได้ประโยชน์เศรษฐกิจฐานรากที่แกร่งขึ้นจากทั้งนโยบายค่าแรง และการสนับสนุนธุรกิจ SME ของรัฐบาลใหม่ ขณะที่แนวโน้มดีสุดในกลุ่มเช่าซื้อ ทั้งสินเชื่อเติบโตเด่นสุด ขณะที่ยังคุม NPL ได้ในระดับที่ดีปี 2566 ยังเน้นแผนเชิงรุกเป้าสินเชื่อเพิ่มขึ้น 25-30% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน คาดเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ทั้งจำนำทะเบียนรถยนต์และที่ดิน รวมถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ผ่าน SCAP รวมถึงคุมค่าใช้จ่ายเข้มข้น ขณะที่การควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นกรอบที่จัดการได้คาด NPL 3.0% ประเมินกำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่ 5,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 65.00 บาท

บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS เชื่อเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผสานการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลใหม่ และการเปิดรับนักท่องเที่ยวจีน และรวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ยังรับมือได้ ซึ่ง NPL Ratio ในช่วงปี 2567 มีโน้มแนวทรงตัวด้านความเพียงพอของสำรองต่อพอร์ตยังสูง จาก coverage ratio ที่ระดับประมาณ 190% และ LLR/Loan ที่ระดับประมาณ 10% แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 220 บาท

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เชื่อเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในฐานะผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังที่กำลังได้ส่วนแบ่งตลาดคืนจากคู่แข่ง ผสานการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลใหม่ ภาพธุรกิจเริ่มเห็นจุดเปลี่ยนในไตรมาส 1 ปี 2566 ในรอบหลายไตรมาส กลยุทธ์ปรับราคาเริ่มสร้างผลเชิงบวก หลังคู่แข่งทยอยปรับราคาตาม และ Market share มี.ค. เริ่มฟื้นตัวแล้ว พร้อมกับGross margin ฟื้นตัว ทั้งจากปริมาณผลิตสูงขึ้นและปรับปรุงประสิทธิภาพผลิต และประเมินกำไรปี 2566 Turnaround 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน โดยกำไรรายไตรมาส คาดฟื้นตัวจากงวดเดียวของปีก่อนได้ต่อ โดยเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2566 จะได้ประโยชน์ค่าไฟปรับลง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 31.00 บาท

บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI เชื่อเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในฐานะผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มชาเขียว โมเมนตัมกำไรไตรมาส 2 ปี 2566 ยังเด่นมาก ลำดับต้นๆในกลุ่มฯ คาดที่ 245 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน ซึ่งจาก U rate เพิ่มมาที่ 69% จากไตรมาส 1 ปี 2566 ที่ 62% และคาดรายได้ราว 2 พันล้านบาท และ Gross margin 21.5% เพิ่มจากไตรมาส 1 ปี 2566 ที่ 20.8% รวมถึง โมเมนตัมครึ่งหลังของปี 2566 คาดยังยืนระดับ 200 ล้านบาท/ไตรมาสได้เป็นระดับสูง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.20 บาท

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  หรือ ADVANC เชื่อเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและเศรษฐกิจฐานราก คาดกำไรปี 2566 ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ซึ่งจากรายได้ธุรกิจเดิมฟื้นตัว 9% และการให้ความสำคัญกับคุณภาพลูกค้ามากขึ้น ทั้งกลุ่ม 5G รวมถึง NewS Curve อาทิ Fibre, ลูกค้าองค์กร ฯลฯ โดย ADVANC ยังอยู่ในจุดที่ความสามารถแข่งขันสูงและฐานะการเงินแกร่ง และระยะกลางมองบวกทางอ้อมต่อการแข่งขันแนวโน้มลดลง และลุ้น Upside เพิ่มจากแผนจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระยะสั้นโมเมนตัมดี คาดกำไรไตรมาส 2 ปี 2566 ยังเพิ่มเมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากรายได้มือถือเพิ่ม บวกกับรายได้ Fiber โตตามปกติ และต้นทุนค่าไฟลง แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 252.00 บาท

บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 มองภาพแรงกดดันค่าแรงทีเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่หลายๆบริษัทจะผลักดันในแผน Digital Transformation เร็วขึ้น จะสร้าง Upside ต่อก าไรเพิ่มขึ้น ผสาน มุมมองดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้สิ้นสุด บวกกับเป็นอุตสาหกรรมที่เด่นต่อเนื่อง ซึ่ง BE8 อยู่ในจุดที่จะเร่งสเกลและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไว หลังผ่าน M&A ช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเตรียมขยายฐานลูกค้าต่างประเทศช่วงถัดไป แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 91.00 บาท

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK มองภาพแรงกดดันค่าแรงทีเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่หลายๆบริษัทจะเร่งผลักดันแผน DigitalTransformation เร็วขึ้น และสร้าง Upside ต่อกำไรเพิ่มขึ้น ผสานคาดโมเมนตัมกำไรไตรมาส 2 ปี 2866 ยังดีต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดที่ 65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน โดยจากการทยอยรับรู้ backlog ที่มีในมือ ล่าสุดอยู่ราว 745 ล้านบาท (รับรู้ปี 2566 อยู่ที่ 559 ล้านบาท

อีกทั้งออร์บิทมีกำหนดส่งมอบงานให้ OR จำนวนมาก ทำให้คาดส่วนแบ่งกำไรยังคงโดดเด่นต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ปี 2566 รวมถึงจะเริ่มรับรู้รายได้จาก Vulcan, Innoviz เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก โดยประเมินกำไรทั้งปี 2566 ที่ 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และคาดว่าจะมีโครงการใหญ่มาเติมอีกหลายโครงการในไตรมาส2 ปี 2566 (ช่วงครึ่งปีแรกเป็นช่วงหาโครงการใหม่มาเติม backlog) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 156.00 บาท

Back to top button