
“เอเซียพลัส” คัด 11 หุ้นรับเทรนด์น้ำมันดิ่ง-เศรษฐกิจฟื้น ชู GULF-BDMS เด่น
“บล.เอเซียพลัส” เปิดโผ 11 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งแรง หลังตลาดคาดหวังเจรจาสหรัฐ-อิหร่านคืบหน้า พร้อมรับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออกไทยเดือน เม.ย. ที่เติบโตทะลุเป้า
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASP เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลง ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS
นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและการฟื้นตัวของการบริโภค ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK
ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่ทยอยปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในรอบปีที่ 118.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 99.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) อีกครั้ง และช่วยลดระดับความกังวลจากปัญหาภาวะขาดแคลนอุปทาน (Supply Shortage) ลงได้ ในขณะเดียวกัน ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงมาแล้ว 11% และยังมีแนวโน้มย่อตัวลงต่อจากปัจจัยทางเทคนิคที่ราคาน้ำมันทำรูปแบบ Diamond Top มีโอกาสย่อตัวลงต่อ ประกอบกับความคืบหน้าในการเจรจา และผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งกดดันคะแนนความพึงพอใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ร่องรอยผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อที่ทิ้งไว้ส่งผลให้การตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่มุมมองของตลาดพันธบัตรกำลังเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยสูงยาวนาน (Higher-for-longer) โดยล่าสุดส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Spread) ระหว่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และ 5 ปี ลดลงเหลือเพียง 0.81% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี นับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของตลาดหุ้นในระยะถัดไป
ด้านภาพรวมเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวที่ระดับ 23.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 29.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มาจากการนำเข้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป สินค้าทุน และน้ำมันดิบ ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 10,020 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ วัฏจักรสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นขาขึ้น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการนำเข้าและส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก ตามการเติบโตของโลกจากกระแสเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการส่งออก
