OSP โชว์งบ Q3 พลิกกำไร 700 ล้านบาท รับรายได้เครื่องดื่มชูกำลังพุ่ง-ต้นทุนลด

OSP โชว์ผลงานไตรมาส 3/68 พลิกมีกำไรสุทธิ 699.98 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน รับอานิสงส์ยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังในประเทศโตต่อเนื่อง ต้นทุนวัตถุดิบลด หนุนอัตรากำไรดีขึ้น ดันกำไรงวด 9 เดือนแรกโต 177%


บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 /2568 และงวด 9 เดือนแรกของปี สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 25687 ดังนี้

 

สำหรับ OSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/68 พลิกมีกำไรสุทธิ 699.98 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 361.20 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้จากการขายขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศที่เติบโต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น จากราคาวัตถุดิบและพลังงานที่ลดลง รวมถึงประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายหลังการปรับสัดส่วนกำลังการผลิตให้เหมาะสม

ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ในประเทศมีอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นในทุกหมวดสินค้า ขณะเดียวกันบริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารลงได้ 13% จากการบริหารจัดการต้นทุนด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 68 มีกำไรสุทธิ 2,974.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177.67% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,071.32 ล้านบาท

นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีวิสัยทัศน์ ประกอบกับประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากปรับสัดส่วนกำลังการผลิตให้เหมาะสม ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น  ปรับกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (ROI-driven) ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงถึง 13.0% จากไตรมาสก่อน  และผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 (กรกฏาคม-กันยายน) ยังคงแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะตลาดที่ท้าทาย

โดยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศเติบโต 4.7% จากปีก่อน และ 2.4% จากไตรมาสก่อน สวนทางกับตลาดเครื่องดื่มในประเทศที่ชะลอตัว ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มในประเทศอย่างชัดเจน รักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาดคงที่ที่ 44.4%   ด้วยกลยุทธ์ Brand Portfolio ที่มีผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมายและทุกระดับราคา การทำกิจกรรมการตลาดตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์อันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการทำตลาดเชิงรุกปรับกลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย (Route to Market) เพื่อให้มั่นใจว่ามีจุดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง ด้านกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง  มีส่วนแบ่งการตลาด 47.8% เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อน  โดยเฉพาะเครื่องดื่มเปปทีนที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 0.9% ตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพ และเครื่องดื่มซี-วิท ยังคงเป็นผู้นำอันดับหนึ่งกลุ่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของวิตามินซีด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 77.6%  สะท้อนความเชื่อมั่นในแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจ

ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคล แบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งตลาดผลิตภัณฑ์สบู่เหลวอาบน้ำเด็ก  อันดับสองในตลาดผลิตภัณฑ์แป้งเด็ก และแบรนด์ทเวลฟ์พลัสครองอันดับสองในกลุ่มผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสำหรับผู้หญิง โดยทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ต่อยอดจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ ขยายเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น (Feminine Wash) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่เปิดตัว และก้าวขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ขายดีในร้านวัตสันได้สำเร็จ  ทั้งนี้ในไตรมาส 3/2568 โอสถสภาทำรายได้จากการขาย 5,604 ล้านบาท ลดลง 7.3 จากปีก่อน และ 17.7% จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนตัวจากสภาวะเศรษฐกิจ และผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนเมียนมา ประกอบกับรายได้จากการขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในอินโดนีเซียและกัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยมหภาค และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเมียนมาที่ชะลอตัวในช่วงต้นของไตรมาสจากปัจจัยด้านฤดูกาลและความไม่แน่นอนทางการเมืองแต่ได้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือนกันยายน

นางสาวรติพร กล่าวเพิ่มเติมว่า  “บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสดและวงจรเงินทุนหมุนเวียน (Cash Conversion Cycle) อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงินรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ทั้งนี้ภาพรวม 9 เดือนแรก  บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 2,680 ล้านบาท เติบโต 10.6% จากปีก่อน จากการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีวิสัยทัศน์  ภายใต้กลยุทธ์ที่ชัดเจนและการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ  การบริหารลูกหนี้และระดับสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดภาระหนี้สินที่ก่อให้เกิดดอกเบี้ยได้ตามแผน มุ่งยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าและกำลังซื้อที่อ่อนตัว เรายังสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหารต่อรายได้รวมได้ดีเยี่ยม เพื่อสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น”

Back to top button