“พาณิชย์” บุกห้วยขวาง! พบ 4 บริษัทใช้ที่อยู่ร่วมกัน ส่อเข้าข่ายนอมินี

พาณิชย์ร่วมสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจธุรกิจกลุ่มเสี่ยงย่านห้วยขวาง พบ 4 บริษัทใช้ที่ตั้งเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติถือหุ้น 60% ไม่พบใบอนุญาต ขณะที่ร้านอาหารจีนที่เป็นข่าวไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาทอยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 มิ.ย.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ได้มอบหมายให้หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และกรมการจัดหางาน เพื่อตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานประกอบการนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตรวจสอบการประกอบธุรกิจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า จากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำผิดใน 3 ประเด็น

ประเด็นแรก พบบริษัท 4 ราย ใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยจากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนเพิ่มเติมพบว่า บริษัท 1 ราย มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี

ส่วนบริษัทอีก 2 ราย มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมดและเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีทุนจดทะเบียนรวม 30 ล้านบาท ขณะที่อีก 1 บริษัท มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมด แต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยจากการลงพื้นที่พบเพียงคนไทยซึ่งแจ้งว่าเป็นผู้ดูแล แต่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ และไม่พบกรรมการหรือผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ กรมฯ ได้ขยายผลตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นคนไทยกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติม พบว่ามีชื่อเป็นกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่งที่จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2565 มีการเปลี่ยนชื่อรวม 5 ครั้ง และไม่ส่งงบการเงินมาแล้ว 3 ปี ระหว่างปี 2566-2568 แต่ยังคงมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนอย่างต่อเนื่อง จึงอยู่ระหว่างประสานข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการประกอบธุรกิจจริงหรือไม่

ประเด็นที่สอง พบบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 60% ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือร้านซูเปอร์มาร์เก็ต โดยจากการลงพื้นที่พบว่าร้านปิด และจากการตรวจสอบไม่พบการขออนุญาตประกอบธุรกิจตามกฎหมาย จึงเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งกรมฯ จะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นที่สาม เป็นกรณีร้านอาหารที่ปรากฏเป็นข่าวว่าไม่รับชำระเงินเป็นเงินบาท โดยจากการลงพื้นที่พบคนจีนซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท และพนักงานเป็นคนต่างด้าว โดยกรรมการชาวจีนให้ข้อมูลว่าเป็นเจ้าของร้านและเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด พร้อมชักชวนคนไทยเข้ามาร่วมถือหุ้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลระบบรับชำระเงินของร้านย้อนหลัง 5 วัน พบว่ามีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 บาท และบัญชีรับโอนเป็นชื่อของกรรมการบริษัทชาวจีน โดยกรมฯ ได้แจ้งให้ธุรกิจดังกล่าวส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

นอกจากนี้ ยังพบการกระทำผิดในประเด็นอื่น ได้แก่ การไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง และกรณีคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต โดยเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานได้ควบคุมตัวผู้กระทำผิดส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงดำเนินคดีกับนายจ้างที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังตรวจพบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 1 ราย และกรณีไม่แจ้งที่พักอาศัยของชาวต่างชาติอีก 1 ราย ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางเพื่อดำเนินคดีต่อไป

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า หลังจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสตม. จะประสานข้อมูลระหว่างกันและขยายผลการตรวจสอบเพิ่มเติม หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยเป็นการบูรณาการการทำงานเชิงรุกระหว่างหน่วยงานเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและประชาชนผู้บริโภคจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน กรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“พาณิชย์” พบ 53 ธุรกิจย่านห้วยขวางเข้าข่ายเสี่ยงนอมินี ส่ง ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน

Back to top button