EA-NEX ลุยผลิตรถเมล์ EV 1,520 คัน ให้ “นครชัยแอร์” หลังชนะประมูล 1.49 หมื่นลบ.

EA–NEX เตรียมรับงานผลิตและประกอบรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน หลัง ขสมก. ประกาศให้ “นครชัยแอร์” เป็นผู้ชนะการประมูลจัดหารถเมล์ไฟฟ้าให้เช่า ระยะ 7 ปี วงเงิน 14,905 ล้านบาท คาดเซ็นสัญญา ม.ค.69 แบ่งส่งมอบ 3 งวด ล็อตแรก 500 คัน


นายวิโรจน์ แหวนทองคำ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ขสมก. (บอร์ด ขสมก.) เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 มีเห็นชอบผลการประกวดราคาโครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ขสมก. จำนวน 1,520 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้า ระยะเวลาการเช่า 7 ปี ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ราคากลาง 15,326.737 ล้านบาท โดยปรากฎว่า “บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด” เป็นผู้ชนะ โดยเสนอราคาต่ำสุดที่ 14,913.80 ล้านบาท และจากการเจรจาต่อรอง ได้ปรับลดราคาลงอีก 8 ล้านบาท เหลือวงเงินที่ 14,905 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 421 ล้านบาท

สำหรับขั้นตอนจากนี้ ขสมก. จะสรุปผลการประกวดราคาเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ รมว.คมนาคม ได้พิจารณาก่อนที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบต่อไป ทั้งนี้ หากไม่มีข้อติดขัด คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญากับผู้ชนะประมูลได้ในปลายเดือนม.ค.69 และกำหนดส่งมอบรถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน และหัวจ่ายจำนวน 434 หัว ณ สถานที่ที่ ขสมก.กำหนด ภายในกรอบระยะเวลา 360 วัน นับถัดจากวันที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน

– งวดที่ 1 ส่งมอบ 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้า ต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 300 วัน หรือราวมี.ค.70

– งวดที่ 2 ส่งมอบ 500 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้า ต้องมีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 330 วัน

– งวดที่ 3 ส่งมอบ 520 คัน และระบบอัดประจุไฟฟ้า ต้องมีหัวจ่าย 146 หัว ภายใน 360 วัน

รายงานข่าว ระบุว่า โครงการเช่ารถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คันของ ขสมก. กำหนดให้ยื่นเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ e-Bidding เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.68 ซึ่งพบว่ามีเอกชนเข้าร่วมเสนอราคา 2 กลุ่ม คือ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด และ กิจการร่วมค้าทียู โดยปรากฎว่า บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เสนอราคาต่ำสุดที่ประมาณ 14,913.80 ล้านบาท จากนั้น คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ประชุมเมื่อวันที่ 24 -25 ธ.ค.68 ตรวจสอบเอกสาร คุณสมบัติ และข้อเสนอด้านเทคนิค และสรุปผลนำเสนอบอร์ด ขสมก.เห็นชอบ

สำหรับสาเหตุที่ต้องเร่งนำผลประมูลเสนอ บอร์ดขสมก. เนื่องจากปัจจุบัน บอร์ด ขสมก. มีจำนวน 7 คน ซึ่งในวันที่ 27 ธ.ค.68 จะมีบอร์ด 1 คนลาออก และจะทำให้บอร์ด ขสมก.ไม่ครบ ซึ่งไม่สามารถประชุมพิจารณาเรื่องใด ๆ ได้ จึงต้องเร่งเสนอบอร์ดพิจารณาให้เรียบร้อย เพราะหากไม่ทัน จะต้องรอการแต่งตั้งบอร์ดให้ครบก่อน ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เนื่องจากต้องรอหลังการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่ก่อน ซึ่งอาจจะส่งผลให้โครงการดังกล่าวต้องสะดุดไปด้วย

อนึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.68 บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะรายใหญ่ของไทย ระบุว่า บริษัทได้ยื่นประมูลโครงการผลิตและประกอบรถไฟฟ้าขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ผ่านระบบ e-bidding ไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยประกาศหากชนะประมูลจะมอบหมายให้บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ผลิตและประกอบรถไฟฟ้ารายเดียว

ด้านนายนพดล นิ่มพัชราวุธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, CEO บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของ NEX ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะความพร้อมด้านการผลิต ประกอบ และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้กลุ่มบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA หากเราชนะการประมูล เราจะให้บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตและประกอบรถไฟฟ้ารายเดียวสำหรับโครงการนี้”

NEX และกลุ่ม EA มีความพร้อมด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตรถโดยสารไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึงบริการสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งช่วยเสริมความมั่นใจว่าการดำเนินโครงการจะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมิติการเดินรถ การบำรุงรักษา และความต่อเนื่องของการให้บริการในระยะยาว

ด้านนายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ระบุว่า “ขอบคุณทาง นครชัยแอร์ ที่เห็นศักยภาพ คุณภาพและมาตรฐาน ที่มีกับกลุ่มบริษัท EA และ NEX โดยการเป็นผู้ผลิตและประกอบรถไฟฟ้ารายเดียวจะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพได้ตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งมอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันประมูลครั้งนี้”

โครงการผลิตและประกอบรถไฟฟ้าของ ขสมก. ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูประบบรถโดยสารในกรุงเทพมหานคร โดย ขสมก. มีแผนเปลี่ยนรถเมล์ทั้งหมดเป็นรถโดยสารไฟฟ้าผ่านสัญญาเช่าใช้รถระยะเวลา 7 ปี จำนวนรวม 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถเก่า ยกระดับคุณภาพบริการ ลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว และสนับสนุนระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงการมีมูลค่ารวม 15,355 ล้านบาท

Back to top button