NEX–EA เดินเครื่องเต็มสูบ! ดีเดย์สายผลิตเมล์อีวี ก.พ.นี้ ชุดแรกส่งมอบ 500 คันปี 70

NEX–EA เริ่มเดินสายผลิตเมล์อีวี ขสมก. 1,520 คัน กุมภาพันธ์–มีนาคมนี้ ชุดแรกส่งมอบ 500 คันปี 70 พร้อมรับผิดชอบซ่อมบำรุงตลอดอายุสัญญาเช่า 7 ปี หลัง ขสมก. เตรียมส่งหนังสือกำหนดวันเริ่มปฏิบัติงานถึง “นครชัยแอร์” เร็ว ๆ นี้ มั่นใจประหยัดต้นทุนรวมได้มากกว่า 1,442 ล้านบาทต่อปี จากการลดค่าเชื้อเพลิงได้ราว 70% และลดค่าเหมาซ่อมที่เดิมสูงถึง 1,800 ล้านบาทต่อปี


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ลงนามสัญญากับบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เพื่อเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (Electric Vehicle : EV) จำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี วงเงินรวม 14,905 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ขสมก.ได้มีหนังสือแจ้งเอกชนภายใน 30 วัน เพื่อกำหนดวันเริ่มปฏิบัติงาน (Notice to Proceed : NTP) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2569

รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการตรวจรับของ ขสมก.ได้ประชุมเพื่อกำหนดแผนดำเนินงานในภาพรวมและเตรียมแจ้งออก NTP โดยระบุรายละเอียดของทั้ง 12 อู่ว่า ต้องติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้าจำนวนเท่าใด รวมถึงกำหนดจำนวนรถ EV ที่จะส่งมอบในแต่ละงวดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ภายหลังการออก NTP จะมีการส่งมอบรถโดยสาร EV ชุดแรกจำนวน 500 คัน ภายใน 300 วัน หรือประมาณเดือนมีนาคม 2570 และจะทยอยส่งมอบจนครบทั้ง 1,520 คัน ภายในเดือนพฤษภาคม 2570 หรือภายใน 360 วันหลังจากออก NTP โดยรถทั้งหมดเป็นของบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งจะรับผิดชอบดูแลซ่อมบำรุงตลอดอายุสัญญาเช่า 7 ปี

สำหรับเงื่อนไขการส่งมอบรถตามทีโออาร์ กำหนดไว้ 3 งวด ได้แก่ งวดที่ 1 ส่งมอบรถจำนวน 500 คัน พร้อมระบบอัดประจุไฟฟ้าที่มีหัวจ่าย 144 หัว ภายใน 300 วัน หรือประมาณเดือนมีนาคม 2570

งวดที่ 2 ส่งมอบรถจำนวน 500 คัน พร้อมหัวจ่ายไฟฟ้า 144 หัว ภายใน 330 วัน หรือภายในเดือนเมษายน 2570 และงวดที่ 3 ส่งมอบรถจำนวน 520 คัน พร้อมหัวจ่ายไฟฟ้า 146 หัว ภายใน 360 วัน หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2570

โดยหากไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบตามกำหนดในแต่ละงวด จะถูกปรับเป็นรายวันในอัตรา 0.20% ของราคารถที่ยังไม่ได้ส่งมอบ และต้องชดเชยความเสียหายจากการขาดรายได้ค่าโดยสารอีก 10,000 บาทต่อคันต่อวัน ขณะที่กรณีระบบอัดประจุไฟฟ้าส่งมอบไม่ครบ จะถูกปรับรายวันในอัตรา 0.20% ของราคาระบบอัดประจุไฟฟ้าตามจำนวนที่ขาดส่ง

ทั้งนี้ รถโดยสาร EV จำนวน 1,520 คัน จะนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารธรรมดา (รถเมล์ร้อน) จำนวนเท่ากัน ซึ่งจะทยอยปลดออกจากระบบ โดยเมื่อปลดรถเมล์ร้อนออกทั้งหมด นอกจากช่วยลดมลพิษทางอากาศแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนรวมได้มากกว่า 1,442 ล้านบาทต่อปี จากการลดค่าเชื้อเพลิงได้ราว 70% และลดค่าเหมาซ่อมที่เดิมสูงถึง 1,800 ล้านบาทต่อปี ลงได้เกือบทั้งหมด

การกำหนดระยะเวลาส่งมอบรถล็อตแรกภายใน 300 วัน เนื่องจากต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของเอกชนที่ต้องดำเนินการผลิตรถ และในส่วนของ ขสมก.ที่ต้องพัฒนาพื้นที่อู่จอดรถและรองรับการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดย ขสมก.ได้ตั้งกรอบงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 600 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด เบื้องต้นกำหนดพื้นที่จอดและชาร์จไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 12 อู่

สำหรับอู่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก.จำนวน 5 แห่ง สามารถรองรับรถโดยสาร EV ได้รวม 574 คัน ได้แก่ อู่บางเขน อู่มีนบุรี อู่สวนสยาม อู่รังสิต และอู่แสมดำ ส่วนอีก 7 แห่งเป็นพื้นที่ของหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้แก่ สถานีเคหะ และสถานีคลองบางไผ่ (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ปู่เจ้าสมิงพราย (กรมทางหลวงชนบท) คลองเตย (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) สถานีขนส่งสายใต้ปิ่นเกล้า (บริษัท ขนส่ง จำกัด) ไทรน้อย (เอกชน) และเชียงราก (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาเช่าใช้พื้นที่

Back to top button