TASCO เด้งแรง 9%  ลุ้นต้นทุนนำเข้าลด หลังสหรัฐยึดเวเนซุเอลา เขย่าน้ำมันโลก

TASCO เด้งแรง 9% นักวิเคราะห์มองเด่น จากโอกาสนำเข้าน้ำมันดิบหนักราคาถูก หากสหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรเวเนซุเอลา หลังสหรัฐฯ ควบคุมเวเนซุเอลา ทำให้กำลังผลิตน้ำมันเพิ่มเป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน กดดันอุปทานโลก เสี่ยงราคาน้ำมันดูไบลดเหลือ 58-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 ม.ค. 69)ราคาหุ้น บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ณ เวลา 10:18 น. อยู่ที่ระดับ 14.90 บาท บวก 1.20 บาท หรือ 8.76% ราคาสูงสุดที่ระดับ 15.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 14.70 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 147.59 ล้านบาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมัน 8 แสนบาร์เรลต่อวัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลกและส่งออก คิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 50%) เบื้องต้นประเมินว่า หากสหรัฐฯ เข้าควบคุมการผลิตจะสามารถทยอยเพิ่มกำลังผลิตได้อีก 150,000-1,200,000 บาร์เรลต่อวันได้ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ในสหรัฐฯ เข้ามาจัดการกระบวนการดังกล่าวโดยเร็ว จากอดีต Exxon, ConocoPhillips เคยบริหารจัดการ ขณะที่ปัจจุบัน Chevron ได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว

โดยระยะสั้นอาจเห็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจากเซนติเมนต์สงคราม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องตามต่อคือสหรัฐฯจะบริหารจัดการปริมาณน้ำมันสำรอง (Reserve) ที่สำรวจพบว่าสูงที่สุดในโลกถึง 300,000 ล้านบาร์เรลออกมาอย่างไร หากอ้างอิงจากข้อมูลในอดีตอย่าง Iraq, Afghanistan และอื่น ๆ พบว่า ไม่ง่ายนัก เนื่องจากใช้เม็ดเงินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าครั้งนี้ได้

ทั้งนี้ ตามแบบจำลอง Bloomberg พบว่า ทุก ๆ 1% ของกำลังผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% หากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4% จึงมองเป็นลบอ่อน ๆ ต่อกลุ่มพลังงาน จากคาดการณ์ว่าอุปทาน (ซัพพลาย) น้ำมันดิบ จะปรับเพิ่มขึ้นระยะกลางถึงยาว

ปัจจุบันมีการใช้สมมติฐานน้ำมันดิบดูไบปี 2568 ที่ 65 เหรียญต่อดอลลาร์สหรัฐ บนสถานะอุปทานส่วนเกิน (Over supply ประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสถานะส่วนเกินปรับขึ้นเป็น 2.6-3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสลงไปบริเวณ 58-60 ดอลลาร์สหรัฐ โดยทุก 5 ดอลลาร์สหรัฐน้ำมันดิบ จะส่งผลดาวน์ไซด์ (downside) ต่อ SET ประมาณ 1 จุด และหากอิงจากสถิติย้อนหลังของสงคราม (2546-2568) พบว่า SET ติดลบประมาณ 1.4% (ช่วงหนึ่งเดือน)

พร้อมมองเป็นบวกต่อ TASCO เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่ากำลังผลิตน้ำมันดิบชนิดหนักเพิ่มขึ้น หากสหรัฐฯ สา มารถเข้าควบคุมประเทศเวเนซุเอลาและหากยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร อาจทำให้ TASCO สามารถกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอีกครั้ง คาดว่าจะทำให้ยอดขายของ TASCO ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะสามารถกินส่วนแบ่งการตลาดจากยางมะตอยน้ำมันดิบทางเลือกได้

โดยช่วงก่อนการแทรกแซงน้ำมันดิบเวเนซุเอลาปี 2563 ยอดขาย TASCO อยู่ที่ระดับ 2 ล้านตันต่อปี เทียบกับระดับปัจจุบันที่ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากน้ำมันเวเนซุเอลา มีราคาถูกกว่า 10-30% ของน้ำมันทางเลือก ทำให้กำไรปกติอยู่ที่ระดับ 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี เทียบกับปัจจุบันที่ 1,500 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ จากวันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา ดำเนินการโจมตีครั้งใหญ่ต่อเวเนซุเอลา พร้อมจับกุมผู้นำของประเทศ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรและภรรยา พร้อมถูกส่งตัวออกนอกประเทศไปแล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ และประกาศว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลา ช่วงเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่เกิดขึ้น

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ประเมินว่าการบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเกมอำนาจโลกไม่ใช่เพียงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่โลกไม่เคยเห็นมานานตลอดช่วงกว่าศตวรรษที่ผ่านมา

โดยชัดเจนว่า สหรัฐฯ ใช้ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงด้านการทหารที่เหนือกว่าเวเนซุเอลา ในการบุกจับมาดูโร นี่แสดงให้จีนเห็นว่า 1) อำนาจทางทหารสหรัฐฯ ทรงพลังแค่ไหน 2) ละตินอเมริกา คือ ข้างบ้านสหรัฐฯ ที่ใครห้ามมาแตะและสหรัฐฯ จะต้องปกป้อง ยึดครอง ควบคุม 3) ยุทธศาสตร์ “ช้า ๆ แต่ทรงพลังด้านการค้าและเศรษฐกิจ” ของจีน ถูกท้าทายโดยตรงด้วย “รวดเร็ว แต่ทรงพลังด้านการทหาร” ของสหรัฐฯ

การบุกยึดเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ไม่แตกต่างจากการบุกยึดยูเครนของรัสเซีย ที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศทั้งคู่ แต่แม้เหตุผลอาจแตกต่าง เพราะรัสเซียบุกยูเครน เพราะเหตุผลความมั่นคงทางการทหาร แต่สหรัฐฯ บุกเวเนซุเอลา เพราะเหตุผลความมั่นคงทางพลังงาน

ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ กำลังเล่นเกมใช้อำนาจด้านพลังงาน ที่สนับสนุนด้วยอำนาจทางทหารสหรัฐฯ โดยมี“ระยะทาง คือ ความได้เปรียบ” และ “ความเร็ว คือ อำนาจ” ในการสร้างอำนาจต่อรองกับจีนและ BRICS ที่ใช้ทองคำ ในการต่อสู้กับดอลลาร์ของสหรัฐฯ และสามารถใช้รายได้ด้านพลังงานที่จะได้ในเวเนซุเอลา ในการลดหนี้สร้างความแข็งแกร่งให้สหรัฐฯ

การไร้บทบาทขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) หรือ UN ต่อการบุกเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ตอกย้ำสถานภาพขององค์กรโลก UN ที่ไร้ประสิทธิภาพมากสุด นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง UN เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ทำลายเพียงกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่นเดียวกับรัสเซียที่บุกยูเครน) แต่ทำลายรัฐธรรมนูญและกฎหมายสหรัฐฯ เอง ที่การบุกประเทศอื่น ๆ ด้วยกำลังทหารที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ แต่การบุกเวเนซุเอลาครั้งนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ไม่ได้รับรู้ใด ๆ เลย เช่นเดียวกับคนอเมริกัน ที่ไม่ได้เรียกร้องให้มีการล้มล้างอานาจของมาดูโรแต่อย่างใด

โดยสหรัฐฯ ได้แสดงให้โลกเห็นอย่างชัดเจนว่า อนาคตต่อไป ใครมีสำรองพลังงานมากกว่า คนนั้นได้เปรียบ เพราะหากรวมสำรองน้ำมันดิบสหรัฐฯ กับเวเนซุลาแล้วจะสูงถึง 348,000 ล้านบาร์เรล (303,000 ล้านบาร์เรลจากเวเนซุเอลาและ 45,000 ล้านบาร์เรลจากสหรัฐ) โดยอันดับ 2 ซาอุดีอาระเบีย 267,000 ล้านบาร์เรล อันดับ 3 อิหร่าน 209,000 ล้านบาร์เรล อันดับ 4 แคนาดา 163,000 ล้านบาร์เรล อันดับ 5 รัสเซีย 80,000 ล้านบาร์เรล อันดับ 6 จีน 28,000 ล้านบาร์เรล  ขณะที่สหรัฐฯ เสียเปรียบจีนอย่างมากด้านสำรองเงินตรา โดยจีนมีเงินสำรองมากกว่าสหรัฐฯ ถึง 86 เท่า

ทั้งนี้ จีนคือประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากสุดในโลกประมาณ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 3/4 ของการใช้น้ำมันของจีนเทียบกับสหรัฐฯ ที่นำเข้าน้ำมันดิบ 1/3 ของการใช้ แต่หากหักการส่งออกแล้ว สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันสุทธิเพียง 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ประมาณ 13.6% ของการใช้น้ำมันของสหรัฐฯ ที่ 20.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2568) โดยการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักจากแคนาดา (4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ตะวันออกกลาง รวมทั้งการนำเข้าจากเวเนซุเอลาด้วย ถือเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันดิบหนักมากใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

จากการเข้ามาของสหรัฐฯ ประเมินว่า จะทำให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นจาก 800,000 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อรวมกับการเติบโตการผลิตน้ำมันดิบของ Guyana ประเทศที่ติดกับเวเนซุเอลา และการผลิตน้ำมันและก๊าซของอาร์เจนติน่า พันธมิตรของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกา นั่นจะทำให้สหรัฐฯ จะเพิ่มอำนาจทางด้านพลังงานมากกว่ากลุ่มโอเปกพลัส (Opec+) ทั้งหมด ที่สำคัญสามารถลดทอนรายได้พลังงานของรัสเซีย และสร้างความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างมากต่อจีน

ขณะที่สหภาพยุโรปถือว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลพลังงานของสหรัฐฯ นับตั้งแต่การตัดพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย แล้วแทนที่ด้วยพลังงาน LNG ราคาแพงจากสหรัฐฯ จนทำให้เศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอลงมาก

Back to top button