
GULF ดีด 3% เล็งจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง มั่นใจกำไร Q4 โดดเด่น ปีนี้จ่ายไฟโซลาร์อีก 371 MW
GULF ดีด 3% เล็งปรับนโยบายปันผลปีละ 2 ครั้ง ขานรับเสียงผู้ถือหุ้นเดิม INTUCH คาดเสนอบอร์ดอนุมัติช่วง ก.พ.-มี.ค. 69 มั่นใจปีนี้ปันผลสูงกว่าปีก่อน ส่งซิกครึ่งปีหลังเติบโตโดดเด่น เหตุไตรมาส 4/68 กำไรพุ่ง หลัง COD โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนใหม่ ปีนี้จ่ายไฟเพิ่มอีก 6 โครงการ 370.6 เมกะวัตต์ ส่วนไทม์ไลน์ “เวอร์ชวลแบงก์” เปิดให้บริการไตรมาส 2/69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (6 ม.ค.69) ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ณ เวลา 10:57น. อยู่ที่ระดับ 42.75 บาท บวก 1.25 บาท หรือ 3.01% ราคาสูงสุด 43.25 บาท ราคาต่ำสุด 41.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 575.18 ล้านบาท
สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ตอบรับ นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทเป็นปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากบริษัทมีความเข้าใจความคาดหวังของผู้ถือหุ้นที่ต้องการเงินปันผล โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเดิมของ INTUCH ที่เคยได้รับเงินปันผล 2 ครั้งต่อปี แต่ต้องขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการบริษัท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทมีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดทุกปีอยู่แล้ว
ทั้งนี้คาดว่าจะมีการเสนอบอร์ดพิจารณาเรื่องดังกล่าว ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2569 ก่อนมีการนำเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติช่วงเดือน เม.ย. 2569 สำหรับแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลปีนี้จะสูงขึ้นอีก โดยเงินปันผลส่วนใหญ่จะพิจารณาจากผลการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี เพราะมีการเติบโตโดดเด่นและเป็นส่วนสำคัญ ทำให้ภาพรวมการจ่ายปันผลสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
โดยแนวโน้มผลประกอบการช่วงไตรมาส 4/2568 กำไรจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดโรงไฟฟ้าหมุนเวียนในประเทศ 7 โครงการ กำลังการผลิตรวม 597 เมกะวัตต์ ทำให้บริษัทรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 550 ล้านบาทต่อปี ประกอบกับเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจพลังงานลม ทำให้ผลประกอบการโครงการ Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนีและโครงการภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul Corporation (GGC) จะออกมาดีด้วยเช่นกัน
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) ที่มีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ถือหุ้น 41% กลุ่มกัลฟ์ (ในนามบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC) ถือหุ้น 39% และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ล่าสุดมีแผนเริ่มเปิดให้บริการเวอร์ชวลแบงก์เต็มรูปแบบช่วงไตรมาส 2/2569
นางสาวยุพาพิน กล่าวอีกว่า ล่าสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทย่อยที่ GULF ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) สัดส่วน 100% ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน จำนวน 2 โครงการ รวมกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 121 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 288.7 เมกะวัตต์) และจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1) บริษัท เอ็นเนอร์ยี เฟิร์ส จำกัด (EGF) เป็นผู้ดำเนินโครงการ Solar BESS กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 61 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 146.5 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) บริษัท ดวงตะวันพลังงาน จำกัด (DTP) เป็นผู้ดำเนินโครงการ Solar BESS กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 60 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 142.2 เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ในจังหวัดพะเยา
โดยปี 2568 บริษัทได้ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar farms) และ Solar BESS ครบทั้งหมด 7 โครงการตามแผน รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 354.3 เมกะวัตต์ (กำลังการผลิตติดตั้ง 596.7 เมกะวัตต์) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ปี 2569 บริษัทมีแผน COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมรวม 6 โครงการ กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 370.6 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตติดตั้งรวม 622.8 เมกะวัตต์) แบ่งเป็นโครงการ Solar farms จำนวน 4 โครงการ กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 244.6 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตติดตั้งรวม 321.3 เมกะวัตต์) และโครงการ Solar BESS อีก 2 โครงการ กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 126 เมกะวัตต์ (กำลังผลิตติดตั้งรวม 301.7 เมกะวัตต์) ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการ บริษัทจะแจ้งให้ทราบต่อไป
สำหรับโครงการ Solar BESS จำนวน 2 โครงการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่ม GRE ที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2567-2573 มีอัตราจำหน่ายไฟฟ้าที่ 2.8331 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี
โดยการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวจะช่วยลดความผันผวนจากราคาเชื้อเพลิง และช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมให้ได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสมตลอดอายุสัญญา เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีราคาขายไฟฟ้าที่ต่ำกว่าราคาค่าไฟเฉลี่ยในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของประเทศและนโยบายของบริษัทในการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสนับสนุนการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ


