
KTB ชี้ “บอนด์ยีลด์สหรัฐ” ผันผวนสูง จับตาตะวันออกกลางกดดันเงินบาท
KTB ประเมินตลาดการเงินโลกยังเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง หนุนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ แกว่งเหนือ 4.50% พร้อมเตือนเงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหวสองทิศทาง หากการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านไร้ความชัดเจน อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกยังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี เคลื่อนไหวผันผวนบริเวณระดับ 4.50% แม้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดและช่วยหนุนให้บอนด์ยีลด์ปรับขึ้นได้บ้าง แต่ความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ ยังช่วยจำกัดแรงขายในตลาดพันธบัตรไว้ได้บางส่วน
ทั้งนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ลดโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในปีนี้ลง เหลือประมาณ 63% เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยชะลอการปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์ อย่างไรก็ดี ธนาคารยังประเมินว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-way Risk ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยหากสถานการณ์เลวร้ายลง บอนด์ยีลด์อาจปรับขึ้นแตะระดับ 5.00% ได้
อย่างไรก็ตาม มองว่าระดับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่สูงกว่า 4.50% ถือว่าน่าสนใจสำหรับการทยอยลงทุนในพันธบัตรระยะยาว ทั้งพันธบัตรสหรัฐฯ และไทย เนื่องจากหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่ประเมินไว้ และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง FED มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปี 2026 ก่อนเริ่มทยอยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2027 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ด้านตลาดเงิน เงินดอลลาร์สหรัฐทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากแรงหนุนของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง ยังช่วยจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวในกรอบ 99.0-99.3 จุด หรืออยู่บริเวณ 99.1 จุดโดยรวม
ส่วนราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์และความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ราคาทองคำในตลาด COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม 2026 ปรับตัวลงราว 50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้บางส่วนตามจังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สู่ระดับประมาณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ธนาคารยังคงมุมมองว่าเงินบาทมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ตลาดยังไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ ประเมินว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านที่ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอาจกว้างถึง 20-30 สตางค์ อย่างไรก็ดี หากการเจรจาหยุดยิงมีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น เงินบาทอาจแข็งค่าทดสอบโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ได้เช่นกัน โดยธนาคารยังคงมุมมองว่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่า” หรืออย่างน้อยยังแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าจะสามารถกลับมาแข็งค่าทะลุระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงในกรอบรายสัปดาห์

