
IRPC ว่าด้วยกลยุทธ์ 4R
ช่วงที่ผ่านมา “อุตสาหกรรมปิโตรเคมี” ทั่วโลกเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขัน ราคาที่ทวีความรุนแรง บวกกับความผันผวนจากราคาพลังงาน
ช่วงที่ผ่านมา “อุตสาหกรรมปิโตรเคมี” ทั่วโลกเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขัน ราคาที่ทวีความรุนแรง บวกกับความผันผวนจากราคาพลังงาน ที่มีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ซ้ำเติมด้วยภาวะเศรษฐกิจไทย ที่ยังอยู่ในอาการซบเซา ปัจจัยลบเหล่านี้กลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างทำให้ส่วนต่างกำไรของธุรกิจหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์ดังกล่าว บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยทางธุรกิจดังกล่าว จึงตัดสินใจปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่ด้วยการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อบริหารจัดการเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน ตลอดจนยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและการทำงานทั้งหมด
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญถูกนำมาใช้รับมือวิกฤตเฉพาะหน้า คือ การจัดตั้ง Crisis War Room เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน ควบคู่กับการชูกลยุทธ์ Domestic First เสริมสัด ส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงการพึ่งพาตลาดส่งออก และสร้างเกราะป้องกันความผันผวนจากภายนอกประเทศ
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ ถูกร้อยเรียงผ่านกรอบกลยุทธ์ 4R ที่เปรียบเสมือนแผนที่นำทางในการพลิกฟื้นธุรกิจและต่อยอดสู่นวัตกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นระบบ เริ่มจากตัวแรก คือ Recapitalize (สร้างทุน) มุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน บริหารจัดการงบดุลด้วยการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดรายได้และหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร
ปี 2568 IRPC ประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการออกและเสนอขายหุ้นกู้และหุ้นกู้ดิจิทัลมูลค่า 11,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มนักลงทุนมีต่อรากฐานทางธุรกิจบริษัท
นอกจากนี้การปรับโครงสร้างสินทรัพย์ เห็นชัดจากการตัดสินใจจำหน่ายหุ้นสัดส่วน 40% ในบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง จำกัด (WHAIER) มูลค่า 896 ล้านบาท ขณะเดียวกันนำสินทรัพย์ที่ดิน ที่มีอยู่มาสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องระยะยาว เช่น การปล่อยเช่าที่ดิน 716 ไร่ ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา แก่ IRPCCP นานถึง 30 ปี เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 74.88 เมกะวัตต์ และร่วมกับพันธมิตรสร้างโรงพยาบาลและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ พื้นที่จังหวัดระยอง
กลยุทธ์ตัว 2 คือ Revitalize (สร้างพลัง) เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่กลุ่มธุรกิจหลัก ผ่านโครงการที่ชื่อว่า Performance Uplift สามารถสร้างตัวเลข EBITDA สูงถึง 1,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจปิโตรเลียม เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 รวมถึงน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 รองรับการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญภาคการท่องเที่ยวและการบิน ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี มีการเร่งปรับสัดส่วนสินค้าสู่ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ สามารถทำยอดขายโต 40% ช่วงปี 2568 และตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ 60% ภายในปี 2573
กลยุทธ์ที่ 3 คือ Reframe (สร้างคน) การบูรณาการเรื่องความยั่งยืนและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับองค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาทักษะพนักงานให้พร้อมรองรับโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ
กลยุทธ์ที่ 3 คือ Reinvent (สร้างอนาคต) การมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดปลายน้ำ IRPC มีการปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรจากการเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นต้น การทำหน้าที่เป็น Solution Provider พร้อมให้คำปรึกษาและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าครบวงจร การเปิดตัวนวัตกรรมสิ่งทออัจฉริยะ Graphenix X KleanTeQ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Graphene Ink นับเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการขยายฐานธุรกิจสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป
กลยุทธ์ 4R ที่เริ่มผลิดอกออกผลปี 2568 และส่งผลเด่นชัดปี 2569 จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า ยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีจะสามารถเติบโต และยืนหยัด ท้าทายความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พลังงานโลกยุคใหม่ได้อย่างไร