
DSI ขยับ! เตรียมส่งหนังสือถึง “เอกนิติ” จี้ ก.ล.ต. เร่งวินิจฉัยคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ
DSI เร่ง ก.ล.ต.ขยายผลคดีพิเศษ 148/2568 กรณีเครื่องสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลที่จัดเก็บข้อมูลคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย เพื่อชี้สถานะความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯ พร้อมเตรียมทำหนังสือถึง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ขณะที่ “ศุภชัย ใจสมุทร” จ่อยื่นร้อง DSI–ป.ป.ช.เอาผิด ‘”ประเสริฐ–วิศิษฏ์” ฐานละเว้นหน้าที่ ปล่อยเครือข่ายเสี่ยงนำข้อมูลใช้สร้างบัญชีม้า
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีคำสั่งลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามกับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC Singapore ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 โดยใช้รูปแบบความร่วมมือเพื่อพัฒนาโครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (Thailand International Digital & Finance Center: TIDC) หรือ TIDC ภายใต้ชื่อโครงการ TIDC (TIDC) ซึ่งต่อมาถูกตั้งข้อสังเกตด้านความโปร่งใสและความเสี่ยงเชิงกฎหมายและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
การลงนาม MOU เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 มีบุคคลสำคัญในขณะนั้นร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย รวมถึงนายเบน สมิธ ในฐานะตัวแทนของบริษัทคู่ลงนาม โดยกระบวนการจัดทำและลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวใช้เวลาดำเนินการเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2567
โดย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลการดำเนินการ MOU ดังกล่าวโดยด่วนที่สุด ก่อนที่กระทรวงจะมีคำสั่งยกเลิก MOU เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ภายหลังพบข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก โดยใน MOU ได้ระบุเจตนารมณ์ความร่วมมือในการจัดตั้งโครงการศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC)
ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเรื่องเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อขยายผลตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตาและมีผู้ใช้บริการชาวไทยเข้ารับการสแกนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านราย โดยไม่ได้รับความชัดเจนว่าข้อมูลอัตลักษณ์ชีวมิติของตนเองถูกนำไปใช้ในรูปแบบใด
DSI ได้ดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล โดยมีการสอบปากคำพยานหลายฝ่าย อาทิ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดีอี, เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ในฐานะผู้กำกับดูแลการบังคับใช้ PDPA หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562, เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์, บริษัท Bitkub Capital Group Holding ในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับการนำเข้าเหรียญ Worldcoin, อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รวมถึงนายประเสริฐ, นายวัลลภ รุจิรากร และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสำนวนการสอบสวนยังอยู่ระหว่างรอการวินิจฉัยจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าธุรกิจเครื่องสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทฯ เข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 หรือไม่ เนื่องจากม่านตาถูกยืนยันจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นข้อมูลชีวภาพที่มีความปลอดภัยสูงและเทียบเท่าสารพันธุกรรม (DNA) จึงเกิดข้อกังวลว่าอาจมีการบันทึกและถ่ายโอนข้อมูลสู่ระบบออนไลน์โดยไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการสร้างบัญชีม้าหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐในขณะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และในระดับปลัดกระทรวง เกี่ยวกับการปล่อยให้เอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติของประชาชน ซึ่งอาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 157 รวมถึงกฎหมาย ป.ป.ช. โดยDSIได้ยืนยันพร้อมรับคำร้องและข้อมูลเพิ่มเติมของผู้ร้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาควบคู่กับสำนวนคดีพิเศษดังกล่าว
ขณะเดียวกัน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อประสานขอข้อมูล รายงานความคืบหน้า และผลการวินิจฉัยทางกฎหมาย พร้อมแนวทางกำกับดูแลที่ควรดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องของระบบตลาดทุนและกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล
DSI ระบุเพิ่มเติมว่า จะดำเนินการพิจารณาข้อมูลคำร้องของผู้ร้องทุกฝ่ายอย่างรอบด้านและตรวจสอบคู่ขนานกับสำนวนคดีพิเศษ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนดำเนินไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนและประชาชนอย่างเต็มที่

