ส่อง 23 บจ. รับอานิสงส์สหรัฐ-อิหร่านพักรบ พ่วงคัดหุ้นเด่น “เดือนเม.ย.” น่าสอย

โบรกพาส่อง 23 หุ้นรับอานิสงส์สหรัฐ-อิหร่านพักรบชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ หนุนราคาน้ำมันอ่อนตัว คลายแรงกดดันต้นทุนพลังงาน-เงินเฟ้อ พ่วงคัดหุ้นเด่นประจำเดือนเมษายน ชูจังหวะลงทุนรับบรรยากาศฟื้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลงชั่วคราว หลังรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ได้สำเร็จ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงเส้นตายการยกระดับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ โดยมีปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา พร้อมเงื่อนไขให้อิหร่านกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

พัฒนาการดังกล่าวส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกฟื้นตัวทันที โดยเฉพาะในฝั่งสินทรัพย์เสี่ยง หลังนักลงทุนคลายกังวลต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทานพลังงานโลก สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรงในช่วงเช้าวันนี้ราว 16% ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และกระแสเงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และยังไม่ใช่ข้อยุติของความขัดแย้งในระยะยาว หากมีการละเมิดเงื่อนไข หรือการเจรจาในระยะถัดไปไม่คืบหน้า ความตึงเครียดอาจกลับมายกระดับอีกครั้ง และส่งผลให้ความผันผวนในตลาดการเงินโลกกลับมาเพิ่มขึ้น

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า การปรับตัวลงของราคาน้ำมันในรอบนี้นับว่ารุนแรงกว่าทุกครั้งก่อนหน้าที่สถานการณ์สงครามเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย โดยเมื่อเทียบกับวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งทรัมป์ส่งสัญญาณว่าสงครามอาจยุติได้เร็ว และวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่มีการเลื่อนแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน จะพบว่าราคาน้ำมันในทั้ง 2 ช่วงดังกล่าวปรับลงเพียงราว 10% เท่านั้น สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักเชิงบวกต่อพัฒนาการล่าสุดมากกว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้ฉากทัศน์ De-escalation หรือการลดระดับความตึงเครียด ฝ่ายนักวิเคราะห์แนะนำทยอยสะสมหุ้นที่ได้อานิสงส์จากต้นทุนพลังงานอ่อนตัว ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC,

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP

ขณะที่อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง ได้แก่ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT,

บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR และบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ผ่อนคลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง พร้อมเงื่อนไขเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และเตรียมเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติมที่กรุงอิสลามาบัดในวันที่ 10 เมษายน 2569 ขณะที่อิสราเอลก็แสดงท่าทีสนับสนุนการพักรบดังกล่าวเช่นกัน แม้สถานการณ์โดยรวมยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ปัจจัยบวกจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง โดยล่าสุดสัญญาน้ำมันดิบ WTI ร่วง 15.40% ปิดที่ 95.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 13.80% เหลือ 94.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน พร้อมเอื้อต่อการไหลกลับของเม็ดเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศยังได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ หลังมีรายงานการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อในประเทศได้บางส่วน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำกลยุทธ์แบบ Barbell โดยผสานหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำจากผลกระทบเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน กับหุ้นที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์สงครามที่เริ่มคลี่คลาย อาทิ กลุ่มขนส่ง ไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า SPP และท่องเที่ยว ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่มีโอกาสได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากกระแสเงินทุนไหลเข้า

โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว ได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF,

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP และบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP

นอกจากนี้ยังมีหุ้นเด่นแนะนำลงทุนในช่วงประจำเดือนเมษายน ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และบริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM

Back to top button