
CH กางแผนปี 69 ยอดขายโต 10% แตะ 1.8 พันลบ. เน้นคุมต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพผลิต
CH ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 โต 10% แตะ 1,800 ล้านบาท มุ่งส่งออกสหรัฐ 80% พร้อมเปิดตัวมะม่วงแปรรูปเนื้อนุ่ม เคี้ยวง่าย ขยายช่องทางร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด และออนไลน์ คุมต้นทุนหนุนกำไรต่อเนื่อง
นายประวิทย์ ศรีแสงนาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจริญอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ CH เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1,800 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผลการดำเนินงานและกำไรของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างรายได้หลักของบริษัทมาจากการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาประมาณ 80% ขณะที่รายได้ส่วนที่เหลือมาจากการจำหน่ายในตลาดยุโรป และตลาดภายในประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ยอดขายเติบโต มาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มผลไม้แปรรูป โดยเฉพาะมะม่วง ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพและเป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศให้มีเนื้อสัมผัสใหม่ในลักษณะ “เคี้ยวง่าย นุ่มขึ้น” รวมถึงการพัฒนารสชาติใหม่ เช่น มะม่วงรสบ๊วย ซึ่งช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดค้าปลีกยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความสดชื่นและบริโภคระหว่างวัน
สำหรับสินค้าในไลน์ใหม่ถูกออกแบบให้ใช้วัตถุดิบได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น จากเดิมที่สามารถนำเนื้อมะม่วงมาใช้ได้เพียงบางส่วน แต่รูปแบบใหม่ช่วยให้กระบวนการแปรรูปสามารถนำส่วนที่เหลือของผลผลิตมาปั่นและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดได้ ทำให้อัตราการสูญเสียวัตถุดิบลดลง และมีโอกาสช่วยให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงในระยะถัดไป
ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทเตรียมวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งบริษัทได้เริ่มส่งมอบสินค้าและทดสอบการตอบรับของผู้บริโภคแล้วในบางสาขา พร้อมทั้งขยายช่องทางโมเดิร์นเทรดเพิ่มเติมในเครือข่ายซีเจ และตลาดหัวเมืองต่างจังหวัด นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์ในประเทศมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบริษัทตั้งเป้ากระจายฐานลูกค้าไปยังตลาดยุโรปควบคู่กับสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงเพียงภูมิภาคเดียว
นายประวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนธุรกิจของบริษัทในปี 2569 จะเน้นการบริหารต้นทุนภายในและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยตั้งเป้าหมายปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อช่วยชดเชยต้นทุนได้ประมาณ 2–3% พร้อมกับควบคุมค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการ และพิจารณาการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงลดต้นทุนพลังงานในระยะต่อไป
ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม เช่น พื้นที่จัดเก็บสินค้าและการปรับปรุงการแพ็กสินค้า ก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าซื้อที่ดินใกล้โรงงาน และอยู่ระหว่างทยอยดำเนินการ โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มใช้งานเฟสแรกได้ในช่วงไตรมาส 2/2569 และจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนประเด็นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นเป็นปัจจัยภายนอกที่บริษัทควบคุมไม่ได้ แต่บริษัทจะยึดแนวทางบริหารแบบระมัดระวัง โดยชี้ว่า “สภาพคล่องแข็งแรง หนี้สินต่ำ และไม่มีหนี้เสีย” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทผ่านวิกฤตมาได้หลายครั้งตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี

