CREDIT กวาดกำไรปี 68 โตนิวไฮแตะ 4 พันล้าน หลังขาดทุนเครดิตลด-สินเชื่อขยายตัว

CREDIT รายงานกำไรสุทธิงวดปี 2568 โต 10% แตะ 4 พันล้านบาท จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3.6 พันล้านบาท จากผลขาดทุนด้านเครดิตลดลงและบริหารสินเชื่อรอบคอบ ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีต่อเนื่อง


ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิเติบโตทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยปัจจัยหลักมาจากการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นร้อยละ 22.3 สะท้อนถึงการบริหารการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและคุณภาพสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตลอดปี 2568 ธนาคารได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อเร่งการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ปรับสถานะเป็น Stage 2 และ Stage 3 ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้และคุณภาพสินเชื่อปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs ratio) ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.2 ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage ratio) อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 158.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 148.6 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,174.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 161.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.9 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิ 1,013.5 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 386.5 ล้านบาท จากการบริหารการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ และผลจากการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้น 66.2 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้ค้างรับเงินชดเชยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการดังกล่าว

ทั้งนี้ อัตราส่วน NPL Coverage ratio ในไตรมาส 4 ปี 2568 ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 158.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 156.6 ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขณะที่เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพยังอยู่ในระดับต่ำ โดย Gross NPLs ratio ทรงตัวที่ร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2567 กำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.5 สาเหตุหลักมาจากการปรับลดลงของส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จากร้อยละ 8.5 ในไตรมาส 4 ปี 2567 มาอยู่ที่ร้อยละ 7.5 ในไตรมาส 4 ปี 2568 สอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และผลกระทบจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

โดยในปี 2568 เงินให้สินเชื่อของธนาคารยังคงขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2568 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 จากสิ้นเดือนธันวาคม 2567 โดยอัตราส่วน NIM อยู่ที่ร้อยละ 7.5 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) ในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ร้อยละ 18.27 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างแข็งแกร่ง

Back to top button