TEGH ปักธงรายได้ปีนี้โต 10% วางงบลงทุน 800 ล้าน ขยายพลังงานชีวภาพ-จัดการกากอินทรีย์

TEGH ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 10% วางงบลงทุน 700–800 ล้านบาท ขยายพลังงานทดแทน-บริหารกากอินทรีย์ พร้อมเดินหน้าสปินออฟ TEBP หนุนการเติบโตระยะยาว


นายวงศ์กฤษณ์ เจียมศรีพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ปิดเผยข้อมูลภาพรวมธุรกิจของบริษัทผ่านงาน Opportunity Day จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 11 มี.ค.69 ว่า มีกำไรสุทธิ 533.36 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ 19,980.48 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ รวมถึงธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 10% โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านวัสดุที่ยั่งยืน (Sustainable Material) ควบคู่กับการขยายธุรกิจพลังงานทดแทนและการจัดการกากอินทรีย์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป พร้อมวางงบลงทุนประมาณ 700-800 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมแผนเชิงรุกเพื่อรับมือความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะภัยแล้ง โดยได้ทำการวิเคราะห์ฉากทัศน์ หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นถึง 100-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พบว่าผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยรวมอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% เนื่องจากบริษัทมีการผลิตและใช้พลังงานทดแทนภายในองค์กร

ในด้านโลจิสติกส์ แม้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์สงคราม แต่ลูกค้าในยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ปรับเส้นทางการขนส่งสินค้าไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทนทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งดำเนินมาแล้วกว่า 2 ปี อย่างไรก็ตาม ภาระค่าระวางเรือเป็นหน้าที่ของลูกค้า ทำให้ไม่กระทบต่อต้นทุนบริษัทโดยตรง ขณะที่บริษัทได้จัดตั้งทีม War Room เพื่อประสานงานและวางแผนร่วมกับลูกค้า รองรับความเสี่ยงด้านตู้คอนเทนเนอร์ในระยะสั้น

ด้านภาคการเกษตร บริษัทติดตามผลกระทบจากราคาปุ๋ยไนโตรเจนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม โดยได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้วัสดุปรับปรุงดินจากกระบวนการจัดการกากอินทรีย์ของบริษัท เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความยั่งยืนในระบบเกษตรกรรม ขณะเดียวกันยังประเมินว่าสภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจยืดเยื้อถึง 3 ปี จึงได้ปรับแผนการจัดหาวัตถุดิบและส่งเสริมเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพของซัพพลายเชนในระยะยาว

สำหรับทิศทางธุรกิจหลัก บริษัทมองว่าธุรกิจยางพาราจะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในจีนและยุโรป ซึ่งเพิ่มความต้องการใช้ยางรถยนต์ ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังทำให้ยางธรรมชาติมีความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือยางสังเคราะห์

นอกจากนี้ มาตรการภาษีนำเข้ายางรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้น 10-15% ยังส่งผลให้ลูกค้าในสหรัฐให้ความสนใจซื้อวัตถุดิบจากบริษัทมากขึ้น ขณะที่กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป เช่น EUDR แม้จะเลื่อนการบังคับใช้ไปเป็นปี 2570 แต่บริษัทมองว่าความสามารถด้านระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จะเป็นจุดแข็งในการแข่งขันระยะยาว

ส่วนธุรกิจปาล์มน้ำมัน บริษัทวางแผนพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรอย่างชัดเจนในปีนี้ โดยในไตรมาส 2 จะเริ่มเปิดใช้งานหม้อนึ่งและบอยเลอร์ใหม่ เพื่อลดการสูญเสียน้ำมันและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในช่วงผลผลิตปาล์มสูงสุดของปี ขณะที่ในไตรมาส 3-4 จะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากผลพลอยได้ของกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและยกระดับกำไรต่อหน่วย

ขณะเดียวกัน นโยบายการปรับสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 จะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงาน และสนับสนุนราคาน้ำมันปาล์มในระยะสั้น

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการกากอินทรีย์และพลังงานทดแทน บริษัทมองว่าเป็นธุรกิจ New Curve ที่มีศักยภาพสร้างรายได้และกำไรในระดับสูง โดยในปีนี้บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนราว 400-500 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของงบลงทุนทั้งหมด เพื่อขยายโครงการบริหารจัดการกากอินทรีย์และการผลิตพลังงานชีวภาพ มุ่งสร้างรายได้ที่ยั่งยืนควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Spin-off) ภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระดมทุนและรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

Back to top button