
SCB EIC เตือนเศรษฐกิจไทยปี 69 แผ่ว แรงกระตุ้นรัฐถดถอย-ส่งออกเสี่ยงหด
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 แรงส่งเริ่มแผ่ว แม้ยังได้แรงพยุงจากการเบิกจ่ายภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ขณะที่ภาคเอกชนเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง สินเชื่อหดตัว และความไม่แน่นอนทางการเมือง พร้อมคาดดอกเบี้ยนโยบายลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปี
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ประเมินว่า แรงส่งหลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 แม้ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัวและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บางส่วน โดยในช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินภาครัฐ ตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายและงบผูกพันรอเบิกจ่ายที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจแผ่วลงจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
SCB EIC ระบุว่า ความเชื่อมั่นภาคเอกชนปรับดีขึ้นชั่วคราวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ในระยะข้างหน้ายังเผชิญแรงกดดันจากรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากสินเชื่อภาคเอกชนซึ่งยังคงหดตัวเป็นวงกว้าง
ด้านภาคการส่งออก มีแนวโน้มหดตัวในปี 2569 หลังจากขยายตัวสูงในปี 2568 โดยได้รับผลกระทบจากความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงจากการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพจากยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่
ในด้านการเมือง SCB EIC ประเมินว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทม์ไลน์ล่าช้าออกไป อาทิ การร้องเรียนผลการเลือกตั้ง ความไม่สงบตามแนวชายแดนกัมพูชา หรือการตัดสินคดีทางการเมือง ทั้งนี้รัฐบาลผสมชุดใหม่อาจมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย เนื่องจากอาจไม่มีพรรคที่ได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเช่นการเลือกตั้งปี 2566
สำหรับการจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 คาดว่าอาจล่าช้าประมาณ 1–2 เดือน โดยความเสี่ยงขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลและการพิจารณาแก้ไขร่างงบประมาณเพื่อรองรับนโยบายใหม่ ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐตลอดปี 2569
SCB EIC ยังชี้ว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองยังเน้นการให้เงินอุดหนุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน ความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร คุณภาพแรงงาน และความเหลื่อมล้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เห็นแนวทางปฏิรูปรายได้และรายจ่ายภาครัฐที่ชัดเจน ท่ามกลางแรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้น จากระดับหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเข้าใกล้เพดานเร็วขึ้น และความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ
ในส่วนของนโยบายการเงิน SCB EIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และทรงตัวตลอดทั้งปี สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐในการบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SMEs
ขณะที่เศรษฐกิจโลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 2.7% ในปี 2568 จากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงตามการจ้างงานภาคธุรกิจที่ลดลง แม้การลงทุนด้าน AI ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวจากความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลง ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังถูกกดดันจากอุปสงค์ในประเทศและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตามอุปสงค์ต่างประเทศ แต่ยังมีแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ และคาดว่าพรรค LDP จะยังคงเป็นแกนนำรัฐบาลต่อไปหลังการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นความเสี่ยงสำคัญ หลังสหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงโดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลาย แต่เริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นจากความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังและระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

