โบรกคัด 5 หุ้นเด่น ลงทุนเดือน ก.พ. จับตาตั้งรัฐบาลใหม่-เม็ดเงินต่างชาติ

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินหุ้นไทยเดือนก.พ. แกว่งกรอบแคบ เงินทุนต่างชาติผันผวน เหตุกังวลการตั้งรัฐบาล-บาทอ่อนค่า คาดงบไตมาส 4/68 โดดเด่น ชู IVL, LH, ERW, STECON และ WHA เป็นหุ้นเด่น


บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์มุมมองตลาดประจำเดือนกุมภาพันธ์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และทิศทางนโยบายที่จะออกมาในระยะถัดไป

สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ ฝ่ายวิจัยคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในช่วงพักฐาน ขณะที่กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติยังมีแนวโน้มผันผวน และแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติอาจไม่สามารถยืนได้ตลอดทั้งเดือน โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญสองประการ

ประการแรก ข้อมูลในอดีตสะท้อนว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม แต่มีโอกาสอ่อนค่าลงในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย

ประการที่สอง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณสองถึงสามสัปดาห์ เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดมีแนวโน้มชนะขาดลอยจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองในช่วงก่อนหน้า

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบริษัทนอกภาคการเงินมีแนวโน้มออกมาในระดับปานกลาง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 คาดว่าจะมีภาพรวมใกล้เคียงกัน จากผลกระทบของความไม่ชัดเจนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

สำหรับหุ้นแนะนำประจำเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่  IVL,  LH,  ERW, STECON และ WHA

สำหรับ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ถึงแม้ว่าราคาหุ้นในปัจจุบันจะเกินราคาเป้าหมายของเราไปแล้ว แต่เรามองว่าโมเมนตัมของราคาหุ้นยังน่าจะเป็นบวกในระยะสั้น จากการที่ spread ของปิโตรเคมีแข็งแกร่ง และ นักลงทุนคาดหวังว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาแรงในเดือนมกราคม ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเตรียมพร้อมรับความผันผวนของราคาหุ้นไว้ด้วย

บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ทางฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ LH จะพลิกฟื้นได้ที่ระดับสองหลักต่อปีในช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากโครงการคอนโดมิเนียมวันเวลามูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทกำหนดจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มโอนได้ในไตรมาส 4/2569 ในขณะที่คาดว่ารายได้จากธุรกิจโรงแรม และการเช่าจะแข็งแกร่งจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของ Grand Center Point Lumpini และ Prestige Hotel

นอกจากนี้ การที่บริษัทเดินหน้าขายสินทรัพย์ออกไปก็น่าจะช่วยให้สัดส่วนหนี้สินสุทธิ (net gearing gearing) ลดลงมาอยู่ที่ 1.0x ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 7% ต่อปี

บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการของ ERW ในไตรมาส 4/2568 จะออกมาน่าพอใจ เพราะได้แรงหนุนจาก high season ของการท่องเที่ยวในประเทศ และ โมเมนตัมบวกจากรายได้ต่อห้องพัก (RevPar) ที่สูงของโรงแรมในต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน เทศกาลตรุษจีนในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และการที่ชาวจีนเปลี่ยนจุดหมายการท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นน่าจะช่วยหนุนกระแสนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนนี้

บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าในปี 2569 บริษัทจะได้สัญญางานใหม่เพิ่มอีก 3.6 หมื่นล้านบาทจากบริษัทเอกชนที่รอเซ็นในครึ่งแรกของปี 2569 ในขณะที่งานโครงการภาครัฐมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาทน่าจะเริ่มในครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อมีการตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรเป็น 1.1 พันล้านบาท ลดลง 7% และในปี 2569 อยู่ที่ 1.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ในปี 2570

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ทางฝ่ายวิจัยคาดว่าธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจะดีดตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าในไตรมาส 4/2568 จากยอดขายและโอนที่ดินที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะแข็งแกร่งที่ประมาณ 45% และจะมีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน (asset monetizationmonetization) อีก 800 ล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจสาธารณูปโภค และไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นกันเพราะ data centers ที่ตั้งอยู่ในนิคมเริ่มเปิดดำเนินการ ในขณะเดียวกัน เราคาดว่าภาวะตลาดของหุ้นนิคมอุตสาหกรรมจะดีขึ้นเมื่อมีการตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้

Back to top button