“สุเชษฐ์” คัด 5 หุ้นเด่น ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหลัง “เลือกตั้ง”

“สุเชษฐ์ สุขแท้” ชี้ตลาดหุ้นไทยรีบาวด์ตามภูมิภาค ให้กรอบแนวต้าน 1,345 จุด แนะสะสม GPSC-SCC-PTG พร้อมชี้เป้ากลุ่มไฟแนนซ์ SAWAD เด่นสุดหากดอกเบี้ยขาลง มั่นใจหลังเลือกตั้ง Fund Flow ไหลเข้าดันดัชนีพุ่ง


นายสุเชษฐ์ สุขแท้ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายมีเดียมาร์เก็ตติ้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (3 ก.พ. 69) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า มีแนวโน้มสดใสขึ้น สอดคล้องกับทิศทางตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียและยุโรปปรับตัวในแดนบวก รวมถึงราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แม้ดัชนีดาวโจนส์จะมีการอ่อนตัวลงเล็กน้อย ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยให้กรอบดัชนี SET Index โดยมองจุดรับที่ระดับ 1,320 จุด และจุดต้านที่ 1,345 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เน้นการเก็งกำไรในหุ้นที่มีสัญญาณรีบาวด์หลังจากราคาอ่อนตัวลงมาต่อเนื่อง โดยมีหุ้นเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ให้แนวรับ 34.25 บาท แนวต้าน 37.75 บาท, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ให้แนวรับ 14.30/13.80 บาท แนวต้าน 15.50/15.70 บาท, บริษัท บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ราคาปิด 204 บาท ให้แนวรับ 200 บาท แนวต้าน 210 บาท, บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT ให้แนวรับ 8.50-8.45/8.10 บาท แนวต้าน 9.00/9.60 บาท และ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ให้แนวรับ 7.40 บาท แนวต้าน 9.00 บาท รวมถึงหุ้นที่มีสัญญาณทางเทคนิคฟื้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มโรงแรมและค้าปลีก

ด้านมุมมองหุ้นกลุ่มการเงิน (Finance) ซึ่งมีความผันผวนตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย นายสุเชษฐ์ วิเคราะห์หุ้น 3 ตัวหลัก ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR โดยมองว่า MTC มีผลประกอบการแข็งแกร่งที่สุด แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาใกล้เต็มมูลค่าที่ระดับ 35-40 บาท ขณะที่ SAWAD แม้จะดูอ่อนแอกว่า แต่ด้วยราคาที่ปรับฐานลงมาลึกเหลือ 25-27 บาท หากแนวโน้มดอกเบี้ยโลกเป็นขาลงตามนโยบายของสหรัฐฯ SAWAD จะมีโอกาสดีดตัวกลับได้แรงและเร็วกว่า ส่วน TIDLOR ผู้บริหารเน้นการทำงานตามพื้นฐานมากกว่าการดูแลราคาหุ้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสบายใจ

นอกจากนี้ นายสุเชษฐ์ ยังให้ความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองและการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ว่า ไม่น่ากังวล โดยมองว่าการเมืองไทยจะยังคงเป็นลักษณะประคับประคองและแบ่งอำนาจกัน เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีอายุงานประมาณ 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2570 ที่คาดว่าจะดีขึ้น

ทั้งนี้ สถิติในอดีตบ่งชี้ว่าในช่วงแรกหลังการเลือกตั้ง (Honeymoon Period) ตลาดหุ้นมักจะตอบรับเชิงบวก ปรับตัวขึ้นได้ราว 100 จุด จากกระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่คาดว่าจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นไปมากแล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยัง Laggard อยู่

Back to top button